2008-09-08
ความสำเร็จของกลุ่ม 108-1009
2008-09-06

แอบดูนิสัย(สาว)ผ่านรองเท้า
อาจจะเคยได้ยินประโยคที่คุยกันเล่นๆ ว่า "รองเท้ารับกับใบหน้า" (นะ) แต่รู้หรือเปล่าว่าประโยคดังกล่าวไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงเลยทีเดียว เพราะรองเท้าที่แต่ละคนใส่จะบ่งบอกนิสัยคนนั้นได้อย่างดี บอกอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ
2008-09-01
เรื่องของไข่

ไข่ดิบดีต่อสุขภาพจริงหรือ?
ขึ้นชื่อว่า "ไข่" ทุกคนก็คงจะรู้จักและรับประทานกันเป็นประจำ แต่การรับประทานไข่ดิบนั้นมีโทษหรือมีประโยชน์อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะ
การกินไข่ดิบไม่มีผลดีต่อสุขภาพ เพราะในไข่ขาวดิบมีโปรตีนที่ชื่อ “อะวิดิน” เมื่อเรากินไข่ขาวดิบเข้าไป “อะวิดิน” จะไปจับตัวกับไบโอดินซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งในลำไส้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเอาวิตามินไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้าปรุงไข่ให้สุกก่อนกิน อะวิดินจะถูกความร้อนทำลายได้
นอกจากนี้ ไข่ดิบยังย่อยยาก เพราะมีลักษณะเป็นเมือกลื่น และหากมีเชื้อโรคปะปนอยู่ในไข่ดิบที่เรากิน จะทำให้ได้รับเชื้อโรคก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย
ดังนั้น ไข่ที่ควรบริโภคคือไข่ที่ปรุงให้สุก ไม่ใช่ไข่ดิบ หรือไข่สุกๆ ดิบๆ ความเชื่อที่ว่ากินไข่สุกๆ ดิบ ๆ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจึงไม่เป็นความจริง หากต้องการกินไข่ลวกให้ได้ประโยชน์ ควรลวกให้ไข่ขาวเป็นสีขุ่นไม่ใช่สีขาวใสเหมือนไข่ดิบ
2008-08-29
ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา

พร้อมอ้างถึงงานวิจัยของ ศ.เอเดรียน เฟิร์นแฮม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก "ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอนดอน" อธิบายเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายต่างกันมากที่สุดคือ วิธีคิด
ผู้ชายส่วนใหญ่ปราดเปรื่องเรื่องมิติสัมพันธ์ หนุ่มๆ จึงเชี่ยวชาญการดูแผนที่ และสามารถฝ่าฝูงชนจากอัฒจันทร์ไปซื้อเครื่องดื่มแล้วกลับมานั่งที่เดิมได้อย่างสบายๆ ขณะที่ฝ่ายหญิงหากเป็นคนลงไปซื้อ รับรองโทร.ตามหากันจ้าละหวั่น เพราะแม่คุณหลง กลับที่นั่งไม่ถูก
ผู้หญิงส่วนมากลึกซึ้งเรื่องอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นความถนัดหลักของสมองซีกขวา ทำให้พวกเธอสะเทือนใจง่าย ดูหนังเกาหลีเป็นต้องร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ขณะที่ผู้ชายเวลาถูกแทงข้างหลังหรือหักหลัง ก็ยังทนกดฟัน "ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้" ได้อย่างหน้าตาเฉย
นอกจากนี้ นักจิตวิทยาคลินิก ไมเคิล จี.คอนเนอร์ ยังพบข้อสรุปว่า ผู้หญิงมีปริมาณเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวามากกว่าผู้ชายถึง 4 เท่านั่นหมายความว่า สมองทั้งสองซีกของผู้หญิงนั้นทำงานสัมพันธ์กันได้ดีกว่าผู้ชาย
ข้อสรุปของคอนเนอร์คงทำให้หลายคนหายสงสัยว่า เหตุใดผู้ชายจึงไม่ชอบให้ใครชวนคุยระหว่างขับรถหรือดูฟุตบอลเกมโปรด แต่ผู้หญิงกลับสามารถคุยโทรศัพท์ และปัดมาสคาราไปด้วยอย่างสบายๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งผู้ชายมักจะพูดโพล่งออกไปตรงๆ โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ คือคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
ส่วนผู้หญิงปากกับใจมักไม่ค่อยตรงกัน พูดอย่างหนึ่ง แต่ต้องการให้ผู้ฟังเข้าใจอีกอย่าง เช่น การบอกแฟนหนุ่มว่า "ทำอะไรไม่ถูก" นั้นแท้จริงแล้วเธอกำลังพยายามจะบอกว่า "คุณช่วยมาหาฉันเดี๋ยวนี้ได้ไหม" ต่างหาก
จะเห็นว่า ภาษาที่ทั้งสองฝ่ายใช้นั้น แม้จะเป็นภาษาเดียวกัน แต่กลับมีความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง คำกล่าวของ ดร.จอห์น เกรย์ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศ ที่ว่า "ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์"
จึงกลายเป็นประโยคเด็ดเป็นยอมรับกันทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้
2008-08-27
ผู้นำเช่นไร..ได้ใจลูกน้อง

"สุจินต์ จันทร์นวล" เจ้าของผลงานพ็อกเกตบุ๊กคุณภาพหลายสิบเล่ม อาทิ เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ เขาว่าผมใช้เลขาฯ เปลือง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทหลายแห่ง มีประสบการณ์ในการบริหารทั้งงานบุคคลและธุรกิจมาอย่างโชกโชน ได้แนะนำเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะจูนความคิดของ เจ้านาย ลูกน้อง ให้ตรงกัน
ใจเขาใจเรา อกเขาอกเรา
ผู้นำหรือผู้บริหารที่จะอยู่ในหัวใจของลูกน้องได้ ควรยึดมั่นในหลัก "ใจเขาใจเรา ...อกเขาอกเรา" ใช้ใจอย่างเดียวนำทาง แค่นี้ก็สามารถที่จะทำให้ลูกน้องรักและศรัทธาในตัวผู้นำได้อย่างน่าทึ่งตรึงใจ
สุจินต์ ย้ำว่า การบริหารที่จะให้ได้ใจลูกน้องเต็มกระบุง ไม่จำเป็นต้องพึ่งหลักการบริหารหรือทฤษฎีใดๆ หรือตำราวิชาการทั้งหลายทิ้งไปได้เลย ใช้ "ใจ" และ "ความรู้สึก" ก็เป็นอันสำเร็จแล้ว
"สมมติถ้าเราเป็นลูกน้องคนอื่นหากจะทำงานให้เขาแบบถวายชีวิต อย่างแรกเขาต้องทำให้เรายอมรับได้ก่อน หรือสร้างความรู้สึกที่ดีๆ ให้เราเป็นกันเอง ช่วยเหลือเรา เช่น ทางบ้านครอบครัวเป็นยังไงบ้าง พอมีปัญหาก็เข้ามาช่วยเหลือ อย่างนี้เป็นใครก็ทำงานถวายชีวิตให้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราไปเป็นนายคนอื่น หากจะให้ลูกน้องศรัทธาในตัวเรา ทำงานให้เราแบบถวายชีวิตบ้าง เราก็ต้องทำให้ลูกน้องซาบซึ้งในตัวเราให้ได้ก่อน นี่คือ อกเขาอกเรา ใจเขาใจเรา ไม่ต้องใช้หลักบริหารหรือทฤษฎีใดๆ อยู่ที่ใจทั้งนั้น ถ้าทำให้เขายอมรับในตัวเราได้ก็สำเร็จ" สุจินต์ อธิบายหนักแน่น
อ่านใจลูกน้องให้ออก
ผู้นำที่ดีต้องมองให้ออกว่า ลูกน้องเป็นคนยังไง ทั้งตัวตน นิสัยใจคอ รวมทั้งศักยภาพของเขาให้ได้มากที่สุด และวิธีที่จะเรียนรู้ลูกน้องนั้น สามารถทำได้ทั้งการพุดคุย การเฝ้าสังเกตพฤติกรรม การแสดงออกต่างๆ รวมทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขา เพื่อประเมินนิสัย ความคิด ทัศนคติ และอื่นๆ ของเขา
"ผมจะคลุกอยู่กับลูกน้องทุกคนเพื่ออ่านใจและเรียนรู้นิสัยของเขา ยิ่งรู้ว่าเขามาจากครอบครัวเช่นไร เรียนจบอะไร เริ่มต้นทำงานที่ไหน เป็นคนทำอะไรได้ดีที่สุด ก็ยิ่งดีมากๆ ซึ่งการรู้อย่างเดียวไม่พอผมต้องเทสต์ด้วย และเมื่อนั้นก็สามารถที่จะใช้เขาทำงาน ซึ่งเขาก็จะทำได้ดี ผมเองก็ได้งานด้วย แต่ถ้าไม่ใกล้ชิดไม่มีทางรู้ ผมจึงต้องเรียนรู้ลูกน้องให้ได้ คนไหนที่ไม่ได้เรื่อง ผมก็รู้ว่าเขาไม่ได้เรื่องเพราะอะไร จากนั้นก็เอาสิ่งที่ผมเรียนรู้นี้ไปแก้ไขให้เขา ไม่เพียงเท่านั้น เวลาที่ผมทำงานยังต้องนั่งอ่านใจนายด้วย ว่านายเป็นคนยังไง ชอบลูกน้องแบบไหน ชอบลูกน้องขี้ประจบหรือชอบทำงาน" สุจินต์ กล่าว นายที่ลูกน้องต้องการ
คนที่เป็นนาย ก็ต้องการลูกน้องดี มีความสามารถ ฉลาด ซื่อสัตย์ ไม่ทุจริตคดโกง มีสัมมาคารวะ คนที่เป็นลูกน้องก็เช่นเดียวกัน ย่อมต้องการนายที่ดี ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตนจนลืมลูกน้อง มีความรัก ความเมตตา ยุติธรรม พูดจาดี ไม่ชอบดูหมิ่นดูแคลน และมีน้ำใจต่อลูกน้อง
สุจินต์ เล่าว่า การที่จะเป็นผู้นำที่ดีและเป็นผู้นำในฝันของใครนั้น ง่ายนิดเดียว เพียงคิดและมองในมุมกลับและทำให้ได้ คือถ้าเรามีนายหรืออยู่ในสถานะเป็นลูกน้องเขา ถามว่าเราอยากได้นายแบบไหน นายในฝันของเราเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเขียนลงในกระดาษ เช่น ต้องเป็นผู้ที่ทำให้เรายอมรับได้ มีเมตตา ยุติธรรม มีบุคลิกเป็นผู้นำ รับฟังลูกน้อง สนับสนุน เป็นต้น
เวลาที่ลูกน้องทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา หัวหน้าต้องไม่ด่วนสรุปตัดสินว่าเขาผิดหรือกล่าวโทษ หรือด่าว่าโดยทันที แต่ต้องมาพิจารณาหาสาเหตุว่าที่ผิดพลาดนั้นเพราะอะไร ผิดพลาดตรงไหน และหาวิธีแก้ไข เพราะลูกน้องเมื่อรู้ว่าตนทำงานผิดพลาด ใจก็หวาดหวั่นครั่นคร้ามว่านายจะเล่นงานอยู่แล้ว
ถ้าลูกน้องผิดพลาดในเรื่องมหันต์ ก็ต้องพิจารณาหาสาเหตุว่าผิดเรื่องเดิมหรือเปล่า หรือผิดเพราะหลงผิด หรือผิดเพราะทำผิดจริงๆ หรือผิดเพราะไม่รู้ถึงได้ทำผิด แต่ถ้าผิดในเรื่องทุจริตหรือคดโกงบริษัท ลูกค้า อันนั้นก็ต้องมีมาตรการลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ยอมไม่ได้
สุจินต์ กล่าวว่า การที่ลูกน้องทำงานผิดพลาดขึ้นมา ผู้นำจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ จะโทษก็ต้องโทษผู้นำหรือผู้บริหารที่ไม่ได้ทำการฝึกสอนเขาให้ดี การที่จะทำให้ลูกน้องเกิดความประทับใจ ผู้เป็นนายสามารถทำได้ในสถานการณ์ที่เห็นว่าเหมาะสม และควรฉวยโอกาสทำทันทีไม่รอช้า เพราะถ้าช้าไปก็อาจไม่มีโอกาสดีๆ เช่นนั้นอีก
เพียงแค่ใช้ "ใจ" มองอีกฝ่ายแค่นี้ "ผู้นำ" ก็ได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ
2008-08-18
ปรับเปลี่ยนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ลองดูนะ
เชื่่อว่าทุกวันนี้หนุ่มสาววัยทำงานหลายคน ต้องทำงานกันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนกับว่า วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่ค่อยพอ แถมเหนื่อยก็เหนื่อย บางคนกลายเป็นมนุษย์บ้างาน ไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย ยิ่งครอบครัวไม่ต้องพูดถึง ดังนั้น เรามาร่วมเรียนรู้เทคนิคที่จะช่วยให้เราขี้เกียจกันได้! แต่ยังได้ผลงานที่เหมือนเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมกันดีกว่า!!! กับเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยเติมพลังให้กับการทำงานในแต่ละวัน อันนี้ไม่ได้โม้นะ เพราะคุณอภิชาติ สิริผาติ ผู้เขียนพ็อกเกตบุ๊ก เรื่อง "เงินเดือนนิดเดียว ต้องเหนื่อยให้น้อยที่สุด" แนะนำวิธีเปลี่ยนตัวเองอย่างง่ายได้ไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้ค่ะทบทวนตัวเอง วันละ 10 นาที
หลังเลิกงานทุกวัน หาเวลาสัก 10 นาที ลองทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ตั้งแต่เช้าถึงเย็นแล้ว วิเคราะห์ดูว่า มีงานหรือวิธีการทำงานใดที่ทำไปในวันนี้ แล้วมีวิธีทำให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เหนื่อยน้อยลงหรือเปล่า? แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูค่ะ
ทบทวนตัวเอง สัปดาห์ละ 30 นาที
ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ลองทบทวนดูว่า เวลาของตัวเองที่เกี่ยวกับการทำงานหมดไปกับเรื่องอะไรบ้าง การประชุม โทรศัพท์ งานเอกสาร การอิจฉาคิดร้ายคนอื่น หรืออื่นๆ และดูว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดผลผลิตหรือเปล่า ทำอย่างไรให้เหนื่อยน้อยลง แต่ได้งานเหมือนเดิมหรือมากขึ้น กิจกรรมใดควรตัดออกไปบ้าง
เลิกเคยชินซะบ้าง
อย่าชินกับสิ่งที่ทำกันอยู่ทุกวัน มองหาวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่า หรือเหนื่อยน้อยกว่า เพราะพวกเรามักใช้ชีวิตกันตามความเคยชินเป็นหลัก จนหลายสิ่งที่เราทำกลายเป็นสัญชาตญาณ และไม่เคยนึกหรือถามตัวเองว่ามีวิธีที่ดีหรือเหนื่อยน้อยกว่านั้นหรือไม่ เช่น หลายคนยังชินกับการรับส่งเอกสารทางแฟกซ์ ซึ่งสามารถทดแทนได้โดยใช้อีเมล
ทำตัวให้มีเสน่ห์
ความมีเสน่ห์จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น แล้วก็เหนื่อยน้อยลงด้วย คนที่มีเสน่ห์มักมีคนให้ความร่วมมือในการทำงานมากขึ้น ถ้าใครคิดว่าตัวเองยังไม่มีเสน่ห์ล่ะก้อ ลองหัดดูค่ะ เติมเสน่ห์ให้ตัวเองสักนิด อาจเริ่มต้นง่ายๆ เช่น พูดจาดี ยิ้มเก่ง รู้จักชมผู้อื่น (มีกฎว่าวันหนึ่งคุณควรชม (อย่างจริงใจนะ) เพื่อนร่วมงานอย่างน้อยสัก 3 คน) เป็นต้น
ไม่เห็นด้วย ต้องพูดดังๆ
หลายคนเหนื่อยฟรี! เพราะต้องทำงาน 2-3 รอบ โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับคนที่มีตำแหน่งใหญ่กว่า เนื่องจากการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่างานนั้นควรทำอย่างไร ฉะนั้น หากไม่เห็นด้วย มีความเห็นอย่างไรควรพูดออกไป ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้คนอื่นมองเห็นหลายๆ ด้าน ถึงแม้จะเปลี่ยนคำสั่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราจะได้แสดงความสามารถของเรา และไม่โดนตำหนิภายหลังว่า รู้แล้วทำไมไม่พูด
ลำดับความสำคัญ
การรู้ว่าควรต้องทำงานไหนก่อน งานไหนทำทีหลัง ทำให้เหนื่อยน้อยลงได้มาก เพราะการไม่ทำงานสำคัญก่อนและต้องมาเร่งทำแข่งกับเวลาจะเป็นสิ่งที่สร้างความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวเสร็จไม่ทัน และอาจต้องอยู่ทำงานดึกได้
ทำอะไร ทำให้เสร็จ
การทำงานอย่างละนิดละหน่อย เปลี่ยนไปเปลี่ยน
จะทำให้ไม่มีความต่อเนื่องลืมบางสิ่งบางอย่างและอาจรู้สึกเบื่อได้ เพราะจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง และมักทำให้ต้องเหนื่อยมากกว่าเดิม งานไม่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น
หากเริ่มงานสิ่งใดพยายามทำให้เสร็จไปเป็นอย่าง ๆ ตั้งเป้าประจำวัน และทำให้เสร็จ
พยายามตั้งเป้าให้ตัวเองทุกวันว่า วันนี้เรามีงานอะไรจะทำให้เสร็จบ้าง โดยจดเป็นเช็กลิสต์ไว้และอาจผสมงานยากงานง่าย งานที่สามารถทำให้เสร็จได้ในวันเดียวไว้ด้วยกัน และมุ่งมั่นทำให้ได้ตามนั้น การที่สามารถทำอะไรให้เสร็จได้ทุกวัน จะทำให้รู้สึกมีความคืบหน้าทุกวันและความเหนื่อยน้อยลง
ไม่พูดแบบนักการเมือง
ความหมายนี้ก็คือ พยายามฝึกพูดให้สั้น ตรงประเด็น เข้าใจง่าย มีการสรุปสาระสำคัญความต้องการ โดยสามารถสื่อให้คนฟังเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าต้องทำอะไร เราคาดหวังอะไร ต้องรู้จักสรุปความคิดของตัวเองให้ชัดเจน ตกผลึกก่อนที่จะถ่ายทอดให้คนอื่น เพราะถ้าตัวเองยังไม่ชัดเจน ย่อมถ่ายทอดความไม่ชัดเจนออกไปด้วยเช่นกัน
ลองใส่ "วันใหม่ๆ" ลงไปในปฏิทินของคุณ
ข้อสุดท้ายของการลอง "ปรับ-เปลี่ยนแปลงตัวเอง"
แนะนำให้ใช้วิธีเขียนวันใหม่ๆ โดยใช้ปากกาเน้นแถบสีสดๆ ใส่ลงไปในปฏิทิน เช่น "วันเก็บโต๊ะทำงาน" วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ "วันเคลียร์ไฟล์ในคอมพิวเตอร์" สำหรับวันอังคารและวันพุธ "วันทบทวนระบบทำงาน" ในวันจันทร์และวันอังคารของสัปดาห์ต่อไป ส่วนวันศุกร์กันไว้ให้เป็น "วันเคลียร์เอกสารที่ไม่ใช้" สัปดาห์ต่อไปอาจไม่มีวันใหม่ๆ แต่ก็อย่าลืม!!! "วันทบทวนตัวเอง" ไว้สักวันในอาทิตย์ก่อนที่เดือนนี้จะสิ้นสุดลง
ก่อนที่โอลิมปิกจะปิดฉากลง มีอะไรดี ๆส่งท้าย
ก่อนหน้าคริสตกาลกว่า 1,000 ปี การแข่งขันกีฬาได้ดำเนินการกันบนยอดเขา "โอลิมปัส" ในประเทศกรีก โดยนักกีฬาจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขันเพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกาย และยังมีการต่อสู้บางประเภท เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง ผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชายห้ามผู้หญิงเข้าชม ดังนั้นผู้ชมจะต้องขึ้นไปบนยอดเขา ครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้นสถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบเกินไป จึงทำให้ไม่เพียงพอที่จุ ทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด งานเสริมทำออนไลด์ผ่าน net 100% รายได้ 5 หมื่น บ/ด ขั้นต่ำ ขอย้ำว่าขั้นต่ำ สมัครที่ www.abc.321.cn
ดังนั้น ในปีที่ 776 ก่อนคริสตกาลชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันกันที่เชิงเขาโอลิมปัส และได้ปรับปรุงการแข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้น โดยให้ผู้เข้าเข่งขันสวมกางเกง พิธีการแข่งขันจึงจัดอย่างมีระเบียบเป็นทางการ มีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธาน อนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้แต่ไม่อนุญาตให้เข้าแข่งขัน ประเภทกรีฑาที่มีการแข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้มีกีฬาอยู่ 5 ประเภท คือ การวิ่ง
กระโดด มวยปล้ำ พุ่งแหลนและขว้างจักร ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งๆ จะต้องเล่นทั้ง 5 ประเภท โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัล คือ มงกุฎที่ทำด้วยกิ่งไม้มะกอก ซึ่งขึ้นอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสนั่นเอง และได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐในฐานะตัวแทนของพระเจ้า และการแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิสที่เดิมเป็นประจำทุกๆ สี่ปี และถือปฏิบัติต่อกันมาโดยไม่เว้น เมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติ หากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่จะต้องหยุด
พักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้วจึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่ ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อๆ มา โดยมีการพิจารณาและลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา อย่างไรก็ดีในระยะแรกๆ นี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวจัดแข่งขันกันในครั้งแรก ก็ยังได้รับเกียรติให้คงไว้ ซึ่งเรียกกันว่า "เพ็นตาธรอน" หรือ "ปัญจกรีฑา" ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของกรีฑา ในปัจจุบันก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ แต่ประเภทของปัญจกรีฑาได้เปลี่ยนตามยุคและกาลสมัย

การแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็นเวลาถึง 1,200 ปี จนมาในปี ค.ศ. 393 จักรพรรดิธีโอดอซิดุช แห่งโรมัน ได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นแสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิมคือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรล ซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันที่เป็นประเพณีอันดีงามนี้ตลอดระยะเวลาที่มีการแข่งขันนั้น ได้จัดขึ้นบริเวณ ณ ที่แห่งเดียวเชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส จึงเรียกการแข่งขันตามชื่อของสถานที่นั้นว่า "การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก"
หลังจากโอลิมปิกโบราณได้ล้มเลิกไปเป็นเวลาถึง 15 ศตวรรษ โอลิมปิกยุคใหม่เกิดขึ้น โดยมีนักกีฬาคนสำคัญของฝรั่งเศสชื่อ "บารอน ปิแอร์ เดอ ดูเบอร์แตง" ท่านขุนนางผู้นี้เกิดในกรุงบารีสเมื่อ 1 มกราคม 2406 สนใจประวัติศาสตร์ ปัญหาการเมืองและสังคมในปี พ.ศ. 2432 ท่านอายุได้ 26 ปี ได้เกิดความคิดที่จะฟื้นฟูการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งได้ล้มเลิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) โดยติดต่อกับบุคคลสำคัญของประเทศอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศสเป็นเวลาถึง 4 ปี ในที่สุดได้เปิดการประชุมอันไม่เป็นทางการขึ้นที่ตำบลซอร์บอนน์ ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2435 และประกาศ ณ ที่นั้นว่าการแข่งขันโอลิมปิกซึ่งได้หยุดมานานกว่า 15 ศตวรรษ จักได้ฟื้นขึ้นใหม่เป็นการปัจจุบัน และแผนการของงานโอลิมปิกปัจจุบันนั้นได้เป็นที่ตกลงกันในที่ประชุมจำนวน 15 ประเทศ ณ ตำบลซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส คณะกรรมการผู้ริเริ่มได้ลงมติว่ามิให้ทำการเปิดการแข่งขันโอลิมปิกปัจจุบันขึ้น โดยกำหนด 4 ปีต่อ 1 ครั้งและให้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นเจ้าภาพระหว่างประเทศเครือสมาชิก แต่การเปิดแข่งขันครั้งแรกให้เริ่ม ณ กรุงเอเธนส์ใน ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการกำเนิดกีฬาโอลิมปิกเมื่อครั้งโบราณ จากนั้นเป็นต้นมาการแข่งขันและวิธีเล่นกรีฑาก็พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง และการแข่งขันทุกๆ ครั้งให้ถือเอากรีฑาเป็นกีฬาหลัก ซึ่งจะขาดเสียมิได้ในการแข่งขันแต่ละครั้ง
การที่จะกำหนดว่าประเทศใดจะได้เป็นเจ้าภาพในครั้งต่อไป ณ สถานที่ที่ทำการแข่งขันครั้งสุดท้ายดำเนินอยู่นั้นเองคณะกรรมการโอลิมปิกสากลจะเข้าประชุมพิจารณา
ในบรรดาประเทศสมาชิกที่เสนอขอจัดและมีอำนาจเด็ดขาดที่จะลงมติให้ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะประกาศให้ทราบเป็นทางการในวันพิธีเปิดการแข่งขันครั้งสุดท้ายนั้น ประเทศที่ได้รับพิจารณาให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจ อันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อปวงชนทั้งประเทศ
ในปัจจุบันประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิกของโอลิมปิก 197 ประเทศ แต่บางประเทศไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันเพราะเป็นประเทศเล็กขาดความพร้อมในเรื่องตัวนักกีฬาท่านบารอน ปิแอร์เดอ ดูเบอร์แตง ไม่ให้นิยามการเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกว่า ผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่เลือกผิวพรรณ ศาสนา ลัทธิการปกครองแต่อย่างใดความหมายการแข่งขันเพื่อให้นักกีฬาชาติต่างๆ ได้มาร่วมชุมนุมกัน ตัวนักกีฬาเปรียบเสมือนทูตสันถไมตรีส่งมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ร่วมเล่นสนุกสนานด้วยความเห็นอกเห็นใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดทั้งสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน อันนำมาซึ่งความสามัคคีและเพื่อสันติภาพของโลก การแพ้หรือชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ "การเข้าร่วม"
รางวัลของการแข่งขัน ในสมัยโบราณผู้ที่ชนะจะได้รับการสรรเสริญมาก รางวัลที่ให้แก่ผู้ชนะในสมัยนั้น คือ "กิ่งไม้มะกอก"ซึ่งตัดมาจากยอดเขาโอลิมปัส อันเป็นที่สิงสถิตของพระเจ้าซีอูซ แล้วทำเป็นวงคล้ายมงกุฎจักรพรรดิจะเป็นผู้พระราชทานครอบลงบนศรีษะของผู้ชนะนั้นๆ พร้อมทั้งได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้ชนรุ่นหลังศึกษาและชื่นชมต่อไป สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกสมัยปัจจุบันแบ่งรางวัลเป็นสามระดับ คือ เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญบรอนซ์ ให้แก่ผู้ชนะเลิศ ผู้ชนะเลิศที่สอง และที่สามตามลำดับ ส่วนที่สี่ไปถึงอันดับที่ 6 จะได้ประกาศนียบัตรการเข้าร่วมการแข่งขันโคมไฟโอลิมปิก เมื่อมีการแข่งขันโอลิมปิกจะมีการจุดไฟขึ้นสว่างไสว ในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าจึงจุไฟกองใหญ่ขึ้นบนยอดเขาโอลิมปัส เพื่อเป็นสัญญาณ
ประกาศให้คนทั่วไปทราบว่าการเฉลิมฉลองได้เริ่มขึ้นแล้ว การจุดไฟเริ่มแรกนั้นเขาทำพิธีกันบนยอดเขาโอลิมปัส ใช้แว่นรวมแสงของดวงอาทิตย์พุ่งไปยังเชื้อเพลิงเมื่อเกิดไฟแล้วจึงนำตะเกียงต่อเอาไว้ส่วนไฟกองใหญ่
จะคงลุกโชติช่วงต่อไปจนตลอดงานฉลอง ส่วนตะเกียงนั้นจะมีการวิ่งถือไปทั่วทุกนครรัฐด้วยการส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ จากนักวิ่ง คนละ 2 ไมล์หากผ่านทะเล หรือแม่น้ำก็จะลงเรือข้ามฟากโดยไฟไม่ดับ ไฟนี้ชาวกรีก ถือว่าเป็นไฟศักดิ์สิทธิ์ และความสงบสุขของชาวกรีก ซึ่งพระเจ้าจะทรงพระพิโรธต่อบุคคลที่ไม่สนใจในกิจการนี้โอลิมปิก ปัจจุบันก็ยังคงรักษาประเพณีเรื่องการจุดไฟไว้ดังเดิมทุกประการ กล่าวคือ ก่อนจะมีการแข่งขันจะมีพิธีจุดไฟ ณ เขาโอลิมปัส ผู้จุดคือสาวพรหมจารีย์ผู้บริสุทธิ์เป็นผู้ต่อไฟจากแว่นรวมแสงของดวงอาทิตย์ด้วยคบเพลิง และไฟนี้จะถูกแจกจ่ายไปยังประเทศสมาชิกทั่วโลก และข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่ประเทศเจ้าภาพ และมีการวิ่งถือคบเพลิงส่งต่อกันไปจุดที่กระถางใหญ่บริเวณงานในวันแรกของพิธีเปิดการแข่งขัน ไฟจะต้องไม่ดับตั้งแต่เริ่มจุด ณ ภูเขาโอลิมปัส จนกระทั่งกว่าจะสิ้นสุดการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนั้นๆ
ธงโอลิมปิกมีผืนธงเป็นสีขาว ขนาดมาตรฐานยาว 3 เมตร กว้าง 2 เมตร ส่วนเครื่องหมายห้าห่วงคล้องกันอยู่บนกลางธง ขนาด 2 เมตร คูณ 0.60 เมตร มีสีฟ้า สีเหลือง สีดำ สีเขียว สีแดง ตามลำดับจากซ้ายไปขวา คล้องไขว้กันอยู่ตรงกลางสองแถว แถวบน 3 ห่วงแถวล่าง 2 ห่วง ห่วงสีที่คล้องกันอยู่ตรงกลางธงบนพื้นธงสีขาว รวมเป็น 6 สี โดยแท้จริงแล้ว ห้าห่วง หมายถึง ห้าส่วนของโลกที่อยู่ในโอบอ้อมของ "โอลิมปิกนิยม" มิเจาะจงเป็นห้าทวีปในโลก อย่างที่เข้าใจกัน แต่บังเอิญห้าทวีปนี้ก็เป็นห้าส่วนของโลกก็เลยอนุโลมกันไปเช่นนั้น ส่วนสีที่ห่วง 5 สี มิได้หมายถึงสีประจำทวีป ซึ่งสีทั้งหมด 6 สี รวมทั้งสีขาวที่เป็นพื้นธง หมายความว่า ธงชาติของประเทศต่างๆ ในโลกประกอบด้วยสีใดสีหนึ่งหรือกว่านั้นในจำนวนหกสีนั้น และไม่มีธงชาติของประเทศใดที่มีสีนอกเหนือไปนอกจากหกสีนี้
ข้อมูลจาก : การกีฬาแห่งประเทศไทย
2008-08-11
เคยรู้อะไรแบบนี้รึเปล่้า

ประวัติวันแม่ และความหมายของดอกมะลิ
ประวัติวันแม่ และความหมายของดอกมะลิ
แม่...คำนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ในใจลูกทุกคน จนยากที่จะเปรียบเทียบได้กับทุกสรรพสิ่งในโลก ดังคำขวัญที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานไว้ว่า “แม่เป็นพระอรหันต์ของลูก คนที่เที่ยววิ่งหาพระเพื่อกราบไหว้พระอรหันต์ อย่าลืมว่ามีพระอรหันต์อยู่กับตัวแล้ว ควรปฏิบัติต่อแม่อย่าให้บกพร่องได้” พระคุณของแม่อันประกอบไปด้วยความรักที่มีต่อลูกอย่างสุดหัวใจเช่นนี้ คงไม่ยากจนเกินไปนัก หากเอ่ยคำว่า “รัก” ให้แม่ได้ชื่นใจบ้าง เพราะคุณอาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่ได้เพียงแต่รำลึกถึงพระคุณแม่ผ่านภาพและเงาที่ตราตรึงไว้ในความทรงจำเท่านั้นว่า “ลูกรักแม่”
ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้านหรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุนซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยเห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา
เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย...
สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นวันไหน ๆ เราก็ควรจะแสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อแม่จะดีกว่านะค่ะ
เปิดกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 แล้ว ยังมีสิ่งอัศจรรย์อีก ลองดูซิ

1. สนามบินนานาชาติปักกิ่ง
กำหนดสร้างเสร็จปี 2007
จีนมีแผนที่จะสร้างสนามบินใหม่ถึง 108 แห่งระหว่างปี 2004-2009 ซึ่งรวมทั้งสนามบินนานาชาติปักกิ่งแห่งนี้ ที่จะเปิดให้บริการปลายปี 2007 เพื่อต้อนรับโอลิมปิก 2008 โดยจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 43 ล้านคนในปีแรก และเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015
สนามบินโฉมใหม่ที่มีขนาดกว่า 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกานี้ เป็นฝีมือของผู้ออกแบบสนามบินเช็กแลพก๊อกของฮ่องกงด้วย นั่นคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทาง ที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด
ฟอสเตอร์ ได้แบ่งอาคารที่กว้างขว้างใหญ่โตของสนามบินนานาชาติปักกิ่งออกเป็น 2 ข้าง ทอดตัวจากทิศใต้ไปสู่ทิศตะวันออก เพื่อช่วยลดไอร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่ติดสกายไลท์ให้แสงแดดละมุนละไมได้ฉายส่องเข้ามา พร้อมทั้งใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร

2. เดอะคอมมูน – กรุงปักกิ่ง
เฟสแรกสร้างเสร็จเมื่อ 2002 และทั้งโครงการจะเสร็จสิ้นในปี 2010
เดอะคอมมูน (The Commune) เกิดขึ้นตามความตั้งใจของคู่รักนักพัฒนาเรียลเอสเตท จางซิน และพานซื่ออี๋ ที่ลงทุนควักกระเป๋าให้นักสถาปัตย์ชั้นนำชาวเอเชีย 12 คน คนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเนรมิตเฮาส์คอมเพล็กซ์หรูที่มีกลิ่นอายกำแพงเมืองจีนขึ้น
ปัจจุบัน เดอะคอมมูน เปิดให้บริการแล้วในส่วนที่เป็นโฮเทลบูติค ภายใต้การบริหารของเครือโรงแรมเคมปินสกี้ จากเยอรมนี ซึ่งยังมีโครงการส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก

3. ศูนย์กลางการเงินของโลกที่เซี่ยงไฮ้
กำหนดสร้างเสร็จปี 2008
ศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของโลก กำลังจะอุบัติขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ที่เขตการเงินหลู่เจียจุ้ย ในเขตผู่ตง ในรูปโฉมของตึกกระจกสูงเสียดฟ้า 101 ชั้น
Kohn Pedersen Fox Architects ผู้ออกแบบเล่าว่า การสร้างให้ตึกต้านทานแรงลมได้ ถือเป็นความท้าทายของงานนี้ ในที่สุด จึงได้ออกแบบให้ยอดตึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมเจาะช่องตรงชั้นที่ 100 ซึ่งนอกจากจะปรับเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถบรรเทาแรงลม ลดการแกว่งตัวไปมาของตัวตึกได้ด้วย

4. สระว่ายน้ำแห่งชาติ – ปักกิ่ง
กำหนดเสร็จปี 2008
สระว่ายน้ำแห่งชาตินี้ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยมีรูปลักษณ์เหนือจินตนาการคล้าย "ก้อนน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ " ซึ่ง PTW and Ove Arup ออกแบบโดยใช้วัสดุเทฟลอนทำเป็นโครงร่าง เน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะนำมาใช้เดินเครื่องกรองน้ำเสียของสระ
น้ำที่ใช้เติมในสระจะถูกกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ฝั่งไว้ใต้ดิน นอกจากนั้น เพื่อให้ดูเหมือนน้ำที่สุด สถาปนิกยังใช้เทคโนโลยีจากงานวิจัยของนักฟิสิกส์จาก Dublin's Trinity College ที่สามารถทำให้กำแพงอาคารดูเหมือนฟองน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะทำสระว่ายน้ำแห่งแดนมังกรนี้ดูดีเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสามารถต้านทานกับแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากแผ่นดินไหวได้ด้วย


5. สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งชาติ (CCTV) – ปักกิ่ง
กำหนดสร้างเสร็จปี 2008
อาคารสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี มีรูปลักษณ์ที่แหวกแนวไปจากตึกระฟ้าทั่วไป โดยเกิดจากสองอาคารที่ตั้งมุมฉากต่อเข้าหากัน มองดูเหมือนอุโมงค์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยกระจายแรงลมที่ปะทะกับตึกได้เป็นอย่างดี ตึกใหม่นี้ออกแบบโดย Rem Koolhass และ Ole Scheeren ส่วนวิศวกรผู้คุมงานก่อสร้างคือ Ove Arup

6. Linked Hybid – ปักกิ่ง
กำหนดสร้างเสร็จปี 2008
สถาปัตยกรรมแห่งที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ Linked Hybid เป็นที่ตั้งของบ้าน 2,500 หลัง อพาร์ทเม้นท์ 700 ห้อง บนเนื้อที่ขนาด 1.6 ล้านตารางฟุต ถือเป็นตึกใหญ่สุดในโลกที่มีใช้ระบบชีวภาพในการทำความเย็นและให้ความอุ่น เพื่อรักษาอากาศทั้ง 8 ตึกให้คงที่ ในชั้นที่ 20 สร้างเป็นวงแหวน ' บริการ' ที่เชื่อมต่อกันทุกตึก ครบครันด้วยบริการต่างๆ ทั้งซักผ้ายันร้านกาแฟ
Steven Holl และ Li Hu ยังออกแบบให้ ฝั่งท่อน้ำสองสายลึกลงไปใต้ดิน 100 เมตร สำหรับให้น้ำไหลเวียน ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกระจายความร้อน และเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าทำน้ำเดือดหรือแอร์ทำความเย็น ขณะเดียวกัน ยังมีระบบบำบัดน้ำเสีย ที่จะรวบรวมน้ำจากห้องครัวและอ่างน้ำทั่วอาคาร มาหมุนเวียนใช้ใหม่ในห้องส้วม

7. เมืองเศรษฐกิจตงถัน – เจียงซู
อยู่ระหว่างวางแผน คาดว่าเฟสแรกจะเสร็จปี 2010
เมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ของแดนมังกร ออกแบบและพัฒนาโดย ซ่างไห่ อินตัสเทรียล คอร์ป ที่คาดว่าจะมีขนาดเทียบเท่ากับเกาแมนฮัตตัน ตั้งอยู่บนเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน กลางลำน้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ใกล้กับมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2040
อย่างไรก็ตาม เฟสแรกของโครงการนี้ จะเรียบร้อยก่อนที่งานเอ็กซ์โปเซี่ยงไฮ้จะเปิดฉากขึ้นในปี 2010 ซึ่งจะมีประชากรราว 50,000 คน เข้าอยู่อาศัยที่นี้ จากนั้นอีก 5 ปี ระบบพิเศษต่างๆ จะเริ่มใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์ ระบบจัดการน้ำเสีย และการหมุนเวียนพลังงานมาใช้ใหม่ พร้อมด้วยถนนสายใหญ่ที่จะเชื่อตรงสู่นครเซี่ยงไฮ้อย่างสะดวกสบาย

8. สนามกีฬาโอลิมปิก - ปักกิ่ง
กำหนดเสร็จปี 2008
สนามกีฬาหลายแห่งในโลก ออกแบบโดยเดินตามรอยสนามกีฬาชื่อดังของโลก โคลิเซี่ยมแห่งโรม แต่สนามกีฬานานาชาติของ Herzog & de Meuron ในปักกิ่งนี้พยายามที่จะคิดออกแบบใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น
สถาปนิกจากสวิสเซอร์แลนด์ Herzog & de Meuron ต้องการที่จะช่องระบายอากาศตามธรรมชาติ ในสนามกีฬาโครงสร้าง 91,000 ที่นั่ง อาจถือได้ว่า เป็นสนามกีฬาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้
สนามกีฬาดังกล่าวซึ่งจะใช้จัดพิธีเปิด-ปิดการแข่งขันโอลิมปิก 2008 มีลักษณะภายนอกคล้ายกับ "รังนก" ที่มีโครงตาข่ายเหล็กสีเทาๆเหมือนกิ่งไม้ ห่อหุ้มเพดานและผนังอาคารที่ทำด้วยวัสดุโปร่งใส อัฒจันทร์มีลักษณะรูปทรงชามสีแดง ซึ่งดูคล้ายกับพระราชวังต้องห้ามของจีน ภาพโครงสร้างของสนามกีฬาแห่งนี้ จึงดูคล้ายพระราชวังสีแดง ที่อยู่ภายในรั้วกำแพงสีเทาเขียว ซึ่งให้กลิ่นอายงดงามแบบตะวันออก สำหรับบันไดภายในสนามกีฬาถูกสร้างให้กลมกลืนกับโครงตาข่าย ซึ่งให้ภาพลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเอกภาพ

9. สะพานตงไห่ – เชื่อมเซี่ยงไฮ้ กับ เกาะหยังซัน
เปิดใช้ธันวาคม 2005
สะพานข้ามทะเลแห่งแรกของจีน ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2005 สะพานดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง ใช้เงินลงทุนราว 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนโครงสร้างหลักมีความยาว 32.5 กิโลเมตร กว้าง 31.5 เมตร มีทางรถวิ่ง 6 เลน และเพื่อความปลอดภัยในการรับมือกับพายุไต้ฝุ่นและคลื่นลมแรง สะพานตงไห่ถูกออกแบบให้เป็นรูปตัวเอส (S) เชื่อมจากอ่าวหลู่หูในเขตหนันฮุ่ยเมืองเซี่ยงไฮ้ ข้ามอ่าวหังโจว ไปยังเกาะเสี่ยวหยังซันในมณฑลเจ้อเจียง ที่ได้วางแผนไว้ให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีแห่งแรกของจีน (และจะเป็นท่าคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก) ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2010
ทั้งนี้ สะพานตงไห่ถูกก่อสร้างโดยความร่วมมือระหว่าง ไชน่าจงเที่ย เมเจอร์ บริดจ์ เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป และเซี่ยงไฮ้ # 2 เอนจิเนียริ่ง และเซี่ยงไฮ้ เออร์บัน คอนสตรักชั่น กรุ๊ป

10. โรงละครแห่งชาติ – ปักกิ่ง
กำหนดสร้างเสร็จปี 2008
ตั้งอยู่กลางกรุงปักกิ่ง ใกล้กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน มีเนื้อที่ 490,485 ตารางฟุต มีกำหนดเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2008 โครงสร้างภายนอกประกอบขึ้นจากกระจกผสมไทเทเนี่ยม ดูคล้ายกับทะเลสาบ ซึ่งผู้ออกแบบจงใจให้สถาปัตยกรรมดูโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางถนนและตึกรามแบบโบราณ
สำหรับผู้ออกแบบคือสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อดัง พอล อังโดร ที่มีผลงานออกแบบที่มีชื่อเสียง เช่น อาคาร 1 ของสนามบินชารลส์ เดอ โกล
โรงละครแห่งชาติ แห่งนี้แบ่งพื้นที่เป็น ในโรงโอเปร่า 2,416 ที่นั่ง คอนเสิร์ตฮอล 2,017 ที่นั่ง และโรงภาพยนตร์ 1,040 ที่นั่ง พื้นผิวของผนังที่กึ่งโปร่งแสงจะทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาในตอนกลางคืนจะมองเห็นการแสดงด้านในวับๆ แวบๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแห่งนี้.
2008-08-03
ภาพแรกลูกสาวของ"ผู้ชายท้อง"เผยสุดปลื้ม แถมท้องก็ไม่ลาย

"โทมัส บีทตี" อดีตนางงามที่แปลงเพศเป็นชายแต่เก็บอวัยวะสืบพันธุ์หญิงเอาไว้ ที่คลอดลูกสาวสมใจอย่างเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ออกมาเปิดใจครั้งแรกถึงประสบการณ์การเป็นแม่คน โดยย้ำว่าจะเลี้ยงเด็กที่เกิดมาให้ดีที่สุด
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซูซาน จูเลียต ลูกสาวที่เกิดจากวิธีการผสมเทียมของอสุจิผู้บริจาคและ โทมัส บีทตี อดีตหญิงสาวที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ชายอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกอย่างปลอดภัยด้วยวิธีธรรมชาติ
หลังจากผ่านไป 3 สัปดาห์ ครอบครัวใหม่ที่ประกอบไปด้วย คุณแม่แนนซี วัย 45 และคุณพ่อโทมัสวัย 34 ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงประสบการณ์การมีลูกแบบสนั่นโลกครั้งนี้ เช่นเดียวกับลูกสาวซูซานที่ได้ออกมาอวดโฉมต่อชาวโลกเป็นครั้งแรก
"มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต" โทมัสเผยถึงความพยายามนับ 40 ชั่วโมงในการเบ่งท้องครั้งแรกในชีวิตครั้งนี้
"มันเป็นเรื่องที่อัศจรรย์และสวยงาม และเป็นเหตุการณ์ที่ผมจะเก็บเอาไว้ในความทรงจำชั่วชีวิต ทุกๆ คนคิดว่าผมไปผ่าท้องมา แต่ผมรู้ดีว่าผมอยากจะคลอดตามธรรมชาติมาโดยตลอด และผมก็เป็นคงเบ่งเองนี่แหล่ะ"
"ตอนที่เธอค่อยๆ จะออกมามันเหมือนภาพสโลว์โมชั่น นางพยาบาลผดุงครรภ์บอกผมว่าซูซานมีผมสีเข้มเหมือนของผมเลย ซึ่งเป็นตอนที่ผมได้ยินเสียงร้องเธอเป็นครั้งแรก แต่ผมอยากจะเห็นหน้าของเธอเองด้วยตาของผมเองมากกว่า จนกระทั้งเธอออกมาทั้งตัว ในตาผมก็เต็มไปด้วยน้ำตา เธอช่างเป็นสิ่งที่สวยงามและสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่าง ผมเต็มไปด้วยความตื้นตันแห่งรักและความมหัศจรรย์ ผมไม่สามารถอดใจไม่จ้องมองเธอได้ ทุกวันนี้ก็ยังทำไม่ได้"
"เธอเป็นเด็กเลี้ยงง่าย, น่าเอ็นดู และเฉลียวฉลาด แค่ได้กอดเธอเป็นความสุขที่หาไม่ได้ที่ไหนในโลกนี้" โทมัสพูดถึงลูกสาวซูซาน ที่ตั้งชื่อตามผู้เป็นแม่ของเขาเอง
ซึ่งทั้งตัวลูกสาวและพ่อผู้ให้กำเนิดต่างมีสุขภาพที่ดีมากๆ "ผมน้ำหนักลดลง 2 ปอนด์กว่าตอนที่ตั้งท้องซะด้วยซ้ำ แถมไม่มีรอยแตกลายตรงหน้าท้องซักแห่งเดียว"
ขณะที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าโทมัสที่เฉือนนมทั้งสองเต้าระหว่างกระบวนการแปลงเพศไปเมื่อหลายปีก่อน จะไม่สามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ทารกอย่างน้ำนมแม่ได้ ซึ่งทุกอย่างก็คลี่คลาย เมื่อแนนซีภรรยาของเขาที่เคยมีลูกมาแล้ว 2 คนกับอดีตสามีเก่าเมื่อหลายปีก่อน ใช้วิธีกินฮอร์โมนและการกระตุ้นโดยการดูดนมของลูกสาวในการกลับมาสามารถผลิตน้ำนมได้อีกครั้งหนึ่ง
"คนส่วนใหญ่เดากันว่าลูกของเราจะไม่มีนมแม่กิน ผมอยากประกาศด้วยความภูมิใจว่าเธอได้รับตรงนี้เต็มที่ แนนซีให้นมลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ส่วนหน้าที่ผมจะทำทุกอย่างยกเว้นให้นมเธอ"
โทมัสที่โด่งดังไปทั่วโลกจากการตัดสินใจตั้งท้องครั้งนี้ เคยเปิดใจถึงเรื่องอนาคตว่า "เรามองครอบครัวของเราว่าเป็นแบบอนุรักษ์นิยม อยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก แนนซีและผมให้ราคาอย่างสูงกับคุณค่าของครอบครัว ผมจะเลี้ยงเธอให้มีความซื่อสัตย์, เห็นอกเห็นใจ และเห็นคุณค่าในตัวของคนทุกๆ คน"
"เหมือนกับพ่อป้ายแดงทุกๆ คน ผมมองไปถึงการเป็นส่วนสำคัญในชีวิตลูกสาวผม ผมแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นเธอและแม่อบเค้กและคุ๊กกี้ด้วยกันประสาแม่ๆ ลูกๆ เต็มทีแล้ว"
2008-07-31
เปลี่ยนตัวเอง... ทำงานง่าย สบายขึ้น

ทบทวนตัวเอง วันละ 10 นาที
หลังเลิกงานทุกวัน หาเวลาสัก 10 นาที ลองทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ตั้งแต่เช้าถึงเย็นแล้ว วิเคราะห์ดูว่า มีงานหรือวิธีการทำงานใดที่ทำไปในวันนี้ แล้วมีวิธีทำให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เหนื่อยน้อยลงหรือเปล่า? แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูค่ะ
ทบทวนตัวเอง สัปดาห์ละ 30 นาที
ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ลองทบทวนดูว่า เวลาของตัวเองที่เกี่ยวกับการทำงานหมดไปกับเรื่องอะไรบ้าง การประชุม โทรศัพท์ งานเอกสาร การอิจฉาคิดร้ายคนอื่น หรืออื่นๆ และดูว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดผลผลิตหรือเปล่า ทำอย่างไรให้เหนื่อยน้อยลง แต่ได้งานเหมือนเดิมหรือมากขึ้น กิจกรรมใดควรตัดออกไปบ้าง
เลิกเคยชินซะบ้าง
อย่าชินกับสิ่งที่ทำกันอยู่ทุกวัน มองหาวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่า หรือเหนื่อยน้อยกว่า เพราะพวกเรามักใช้ชีวิตกันตามความเคยชินเป็นหลัก จนหลายสิ่งที่เราทำกลายเป็นสัญชาตญาณ และไม่เคยนึกหรือถามตัวเองว่ามีวิธีที่ดีหรือเหนื่อยน้อยกว่านั้นหรือไม่ เช่น หลายคนยังชินกับการรับส่งเอกสารทางแฟกซ์ ซึ่งสามารถทดแทนได้โดยใช้อีเมล
ทำตัวให้มีเสน่ห์
ความมีเสน่ห์จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น แล้วก็เหนื่อยน้อยลงด้วย คนที่มีเสน่ห์มักมีคนให้ความร่วมมือในการทำงานมากขึ้น ถ้าใครคิดว่าตัวเองยังไม่มีเสน่ห์ล่ะก้อ ลองหัดดูค่ะ เติมเสน่ห์ให้ตัวเองสักนิด อาจเริ่มต้นง่ายๆ เช่น พูดจาดี ยิ้มเก่ง รู้จักชมผู้อื่น (มีกฎว่าวันหนึ่งคุณควรชม (อย่างจริงใจนะ) เพื่อนร่วมงานอย่างน้อยสัก 3 คน) เป็นต้น
ไม่เห็นด้วย ต้องพูดดังๆ
หลายคนเหนื่อยฟรี! เพราะต้องทำงาน 2-3 รอบ โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับคนที่มีตำแหน่งใหญ่กว่า เนื่องจากการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่างานนั้นควรทำอย่างไร ฉะนั้น หากไม่เห็นด้วย มีความเห็นอย่างไรควรพูดออกไป ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้คนอื่นมองเห็นหลายๆ ด้าน ถึงแม้จะเปลี่ยนคำสั่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราจะได้แสดงความสามารถของเรา และไม่โดนตำหนิภายหลังว่า รู้แล้วทำไมไม่พูด
ลำดับความสำคัญ
การรู้ว่าควรต้องทำงานไหนก่อน งานไหนทำทีหลัง ทำให้เหนื่อยน้อยลงได้มาก เพราะการไม่ทำงานสำคัญก่อนและต้องมาเร่งทำแข่งกับเวลาจะเป็นสิ่งที่สร้างความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวเสร็จไม่ทัน และอาจต้องอยู่ทำงานดึกได้
ทำอะไร ทำให้เสร็จ
การทำงานอย่างละนิดละหน่อย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จะทำให้ไม่มีความต่อเนื่อง ลืมบางสิ่งบางอย่างและอาจรู้สึกเบื่อได้ เพราะจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง และมักทำให้ต้องเหนื่อยมากกว่าเดิม งานไม่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น หากเริ่มงานสิ่งใดพยายามทำให้เสร็จไปเป็นอย่างๆ
ตั้งเป้าประจำวัน และทำให้เสร็จ
พยายามตั้งเป้าให้ตัวเองทุกวันว่า วันนี้เรามีงานอะไรจะทำให้เสร็จบ้าง โดยจดเป็นเช็กลิสต์ไว้และอาจผสมงานยากงานง่าย งานที่สามารถทำให้เสร็จได้ในวันเดียวไว้ด้วยกัน และมุ่งมั่นทำให้ได้ตามนั้น การที่สามารถทำอะไรให้เสร็จได้ทุกวัน จะทำให้รู้สึกมีความคืบหน้าทุกวันและความเหนื่อยน้อยลง
ไม่พูดแบบนักการเมือง ความหมายนี้ก็คือ พยายามฝึกพูดให้สั้น ตรงประเด็น เข้าใจง่าย มีการสรุปสาระสำคัญความต้องการ โดยสามารถสื่อให้คนฟังเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าต้องทำอะไร เราคาดหวังอะไร ต้องรู้จักสรุปความคิดของตัวเองให้ชัดเจน ตกผลึกก่อนที่จะถ่ายทอดให้คนอื่น เพราะถ้าตัวเองยังไม่ชัดเจน ย่อมถ่ายทอดความไม่ชัดเจนออกไปด้วยเช่นกัน
ลองใส่ "วันใหม่ๆ" ลงไปในปฏิทินของคุณ
ข้อสุดท้ายของการลอง "ปรับ-เปลี่ยนแปลงตัวเอง" อภิชาติ แนะนำให้ใช้วิธีเขียนวันใหม่ๆ โดยใช้ปากกาเน้นแถบสีสดๆ ใส่ลงไปในปฏิทิน เช่น "วันเก็บโต๊ะทำงาน" วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ "วันเคลียร์ไฟล์ในคอมพิวเตอร์" สำหรับวันอังคารและวันพุธ "วันทบทวนระบบทำงาน" ในวันจันทร์และวันอังคารของสัปดาห์ต่อไป ส่วนวันศุกร์กันไว้ให้เป็น "วันเคลียร์เอกสารที่ไม่ใช้" สัปดาห์ต่อไปอาจไม่มีวันใหม่ๆ แต่ก็อย่าลืม!!! "วันทบทวนตัวเอง" ไว้สักวันในอาทิตย์ก่อนที่เดือนนี้จะสิ้นสุดลง
2008-07-30
เทคนิคการเอาตัวรอด จากตำรวจจราจร

2008-07-29

1 . คิดไว้เสมอว่า "หวังในความสำเร็จมาก
ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียมาก"
2 . ยามใดที่แพ้ ให้นำสิ่งที่แพ้มาเป็นบทเรียน
3 . กฎ 3 อาร์ น่าคิด Respect for self
คือเคารพตัวเอง, Respect for others เคารพผู้อื่น
และ Responsibility คือรับผิดชอบในทุกๆ การกระทำของตน
4 . บางครั้งการที่มาเอาตัวไปข้องเกี่ยว
กับสิ่งที่ตนเองอยากได้ใคร่มีมากเกินไป
ก็อาจทำให้คุณได้ในสิ่งนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ
5 . เรียนรู้กฎให้ละเอียดถ่องแท้ เผื่อว่าคุณอาจหาทางแหกกฎได้อย่างถูกวิธี
6 . อย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
7 . เมื่อใดที่รู้สึกว่าทำผิด ให้รีบแก้ไขให้ถูกต้อง
8 . ใช้เวลาอยู่กับตัวเองในทุกๆ วัน
9 . อ้าแขนให้กว้างเพื่อรับสิ่งท้าทายในชีวิต และเมื่อใดที่มีสิ่งล้ำค่าเข้ามา ก็อย่าปล่อยมันไป
10 . จงจำไว้ว่าบางครั้ง ความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับบางเรื่อง
11 . ใช้ชีวิตให้ดีอย่างคนมีเกียรติ เพราะเมื่อตอนเราแก่ตัวลงจะได้มองย้อนกลับไปในอดีตอย่างมีความสุข
12 . บรรยากาศในบ้านแสนสุขเป็นพื้นฐานที่ดีของการดำรงชีวิต
13 . เมื่อไม่เห็นด้วยกับคนที่เราแคร์ในบางเรื่อง ให้ทะเลาะกันได้เฉพาะในปัญหาปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องอดีต
14 . มีความรู้อะไรก็ให้รู้จักแบ่งปัน เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันตาย (ตัวตายแต่ชื่อยัง ถ้าสร้างชื่อเสียงในทางที่ดี)
15 . รู้จักรักและเคารพโลก
16 . ในแต่ละปี ให้เดินทางไปในที่ที่คุณยังไม่เคยไปมาก่อน
17 . ประเมินความสำเร็จในสิ่งที่คุณไม่เคยทำสำเร็จ
เพื่อจะได้มุ่งมั่นทำมันให้สำเร็จ

| |
|
2008-07-23
งานประติมากรรมเทียนนานาชาติ ครั้งที่ 3
ในงานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี
กำหนดจัดงาน 1 - 31 กรกฎาคม 2551
ณ จังหวัดอุบลราชธานี
![]() | สัปดาห์แรก วันที่ 1 - 6 กรกฎาคม 2551 "สานศิลป์ถิ่นอุบล" |
พิธีเปิดงานแสดงประติมากรรมเทียนนานาชาติ ครั้งที่ 3 วันอังคารที่ 1 ก.ค. 2551 เวลา 19.00 น. บริเวณหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธาน)
เยี่ยมชมชุมชนและศึกษาเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชุมชนช่างและศิลปินท้องถิ่น ในการจัดทำต้นเทียน เพื่อเตรียมเข้าร่วมขบวน แห่เทียนพรรษาของเมืองอุบลซึ่งเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นเอกอย่างหนึ่งของประเทศไทย โดยการตกแต่งต้นเทียนดังกล่าวสามารถ เข้าชมได้ทั้ง 9 คุ้มวัด (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-16 ก.ค. 2551)
ชุมนุมศิลปิน และนักเรียนนักศึกษาศิลปะ จากสถาบันศิลปะทั่วประเทศ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งศาสตร์แห่งศิลปะสากล และศิลปะภูมิปัญญาท้องถิ่น และกิจกรรม "ปีท่องเที่ยวอีสาน" สำนักงาน ททท. ทั่วประเทศร่วมส่งเสริมการเดินทาง ท่องเที่ยวอีสานเมืองอุบล
ชมการเริ่มทำงานประติมากรรมเทียนของศิลปินนานาชาติ ร่วมหล่อเทียนประจำวันเกิดเพื่อเป็นพุทธบูชา การแสดงทางวัฒนธรรม/สาธิต/นิทรรศการศิลปกรรมต่างๆ ที่สำคัญของเมืองอุบล เช่น การแสดงเครื่งปั้นดินเผา อาหารพื้นบ้าน ขนมพื้นเมือง การแสดงธง ตุง พื้นบ้าน งานใบตองโบราณและผ้าพื้นเมือง บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี
![]() | สัปดาห์ที่สอง วันที่ 7 - 13 กรกฎาคม 2551 "สานผลศิลปินนานาชาติ" |
ชมการทำงานและแกะสลักของศิลปินนานาชาติ จำนวน 9 ประเทศ ประกอบด้วย เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ตุรกี เม็กซิโก ยูเครน ลักแซมเบอร์ก อิตาลี อินเดีย และหนึ่งศิลปินชาวอุบลราชธานี (นิโรจน์ อยู่เมืองสุข) ต่างล้วนเป็นผู้มีผลงานในระดับประเทศที่ถูกคัดสรรแล้วและบางคนยังเป็นสมาชิกของสมาคมประติมากรโลก มาสร้างสรรค์ผลงานภายใต้แนวคิดรวมหนึ่งเดียว คือ "โลกเย็นที่ประเทศไทย" (Global cooling @ Thailand) ณ ลานประติมากรรมเทียนนานาชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี
![]() | สัปดาห์ที่สาม วันที่ 14 - 20 กรกฎาคม 2551 "สานศาสน์เมืองพุทธศิลป์" |
ชมขบวนแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ ในวันที่ 18 ก.ค. 2551 และสามารถชมความสวยงามในยามค่ำคืนของขบวนแห่เทียนพรรษาได้ก่อนที่บริเวณรอบทุ่งศรีเมือง ในคืนวันที่ 17 ก.ค. 2551 พร้อมร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรมเวียนเทียนในวันอาสาฬหบูชาตามพระอารามต่างๆ ทั่วเมืองอุบลฯ
ชมการแข่งขันแกะสลักเทียนระดับเยาวชนจากนานาชาติ จากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงกว่า 40 คน ประกอบด้วย จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม
ร่วมงานพาแลงประกวดธิดาต้นเทียนและการแสดงแสง-เสียง
ถ่ายทอดสดขบวนแห่เทียนพรรษา ผ่าน www.tourismthailand.org ในวันที่ 18 ก.ค. 2551
![]() | สัปดาห์ที่สี่และห้า วันที่ 21 - 31 กรกฎาคม 2551 "สืบศิลป์ในแผ่นดินธรรม" |
ชมความงามของเทียนพรรษาจากทั่วจังหวัดอุบลราชธานีที่สร้างสรรค์ โดยศิลปินชาวอุบลฯ
ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวในโลกของงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี
ชมผลงานสร้างสรรค์ประติมากรรมเทียนที่เสร็จสมบูรณ์ของศิลปินนานาชาติ และชาวอุบลฯ ภายใต้แนวคิด "โลกเย็นที่ประเทศไทย" (Global cooling @ Thailand) ณ ลานประติมากรรมเทียนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดอุบลราชธานี จัดให้ชมฟรีไปจนถึง คืนวันที่ 31 ก.ค. 2551 แล้วทำพิธีหลอมละลายเทียนผลงานที่สร้างสรรค์คืนสู่ธรรมชาติต่อไป
ส่งท้าย :ขอเชิญเพื่อนๆ ช่วยกันเข้ามาชม blog krirk-25 มาร่วมแสดงความคิดเห็นนะค่ะ ขอบคุณค่ะ /ขอบคุณครับ
2008-07-20
2008-07-19
10 อาหารเสริมน่ารู้ สำหรับผู้ชาย

การเลือกซื้ออาหารเสริมให้กับตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายผู้ชายหลายคนคิดจะสรรหาวิตามินนับร้อย
มากินคู่กับอาหารมื้อหลักเพื่อชดเชยสภาวะขาดแคลนปริมาณสารอาหาร คนหนุ่มอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าวิตามินหรืออาหารเสริมจะช่วยป้องกันโรคบางอย่างไม่ต่างกับการสร้างภูมิต้านทาน
ถ้าการมุ่งหน้าไปร้านขายยาเพื่อซื้ออาหารเสริมเพียงแค่ 1-2 ชนิด ทำให้คุณต้องวุ่นวายกับข้อมูลจำนวนมากจนไม่ สามารถจัดการกับข้อมูลหรือ อาหารเสริมที่ต้องการได้
การสอบถามจากคนรอบข้างและการหาข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยคุณได้มากในขั้นตอนของการตัดสินใจว่าอะไรคือ
อาหารเสริมที่คุณต้องการจริง ๆ
1. กรดโฟลิก(folic acid)มีคุณสมบัติช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
และอาการเส้นเลือดในสมองแตกในผู้ชาย คุณจึงควรหันมาให้ความสนใจกินอาหารที่มีกรดโฟลิก
ซึ่งมีอยู่มากในผักใบเขียวทุกชนิด หรือหากต้องการบริโภคอาหารเสริมประเภทกรดโฟลิก การกินอาหารเสริมประเภทนี้ตามคำแนะนำของแพทย์จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
2. กระเทียม(Garlc) ช่วยลดความดันเลือด ลดคอเลสเตอรอลในร่างกายและช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดได้ นอกจากนี้การบริโภคกระเทียมเป็นประจำจะทำให้ผลด้านไวรัส ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องเส้นเลือดสมองแตก
และลดความเสี่ยงของการเกิดอาการหัวใจวายและหากกินกระเทียมชนิดสดหรือกระเทียมที่นำไปปรุงอาหาร
เป็นประำจำได้จะเป็นการดีกว่าอาหารเสริมประเภทกระเทียม ควรจะเป็นทางที่สองสำหรับคุณ
3. สังกะสี(Ziuc)คุณอาจไม่ทราบว่าผู้ชายเป็นเพศที่สูญเสียปริมาณสังกะสีในร่างกายได้ง่ายเพราะทุกครั้ง
ที่มีการหลั่งน้ำอสุจิ สังกะสีปริมาณ 5 มิลลิกรัมซึ่งเป็นปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณสังกะสีที่ร่างกายต้องการต่อวันจะถูกขับออกไปด้วย ดังนั้น ผลเสียที่ตามมาจากการที่ร่างกายขาดสังกะสีก็คือ ความต้องการทางเพศลดลง และโอกาสที่จะเป็นหมันสูง
รวมทั้งสูญเสียประสิทธิภาพในการดมกลิ่นและัรับรส แหล่งที่มาของอาหารเสริมชนิดนี้ได้แก่ อาหารทะเลจำพวกหอยนางรม ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืช และเนื้อสัตว์ ส่วนข้้อควรระวังสำหรับการกินแร่ธาุตุประเภทสังกะสีคือ ในกรณีที่คุณบริโภคสังกะสีมากกว่าวันละ 25 มิิลลิกรัมเป็นประจำอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และท้องผูกตามมา
4. โสม(Ginseng) มีประสิทธิภาพในการช่วยฟื้นฟูพลังงานทั้งร่างกายและสภาวะจิตใจ เมื่อคุณอยู่ในอาการเคร่งเครียด โสมจะช่วยให้ระดับกลูโคสอยู่ในระดับเป็นปกติ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย ช่วยให้สมาธิในการทำงาานดีขึ้น จากการวิจัย โสมยังช่วยยืดอายุเซลล์และมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับฮอร์โมนเทส-โทสเตอโรนในเพศชายได้เป็นอย่างดี
5.น้ำมันปลา(Omega 3) จากการศึกษาพบว่า โอเมก้า3 มีกรดไขมันที่สำคัญหลายชนิดสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันเลือดสูงมีผลในการรักษาโรคที่เกิดจาก
การอักเสบเรื้อรัง และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย แหล่งที่มาของสารอาหารประเภทน้ำมันปลาตามธรรมชาติ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาเฮอริ่ง ปลาซาร์ดีน และปลาที่มีไขมันต่ำ แ่ต่หากบริโภคในปริมาณที่มากเิกินไปน้ำมันปลาก็จะเข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาลซึ่งเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วย
ที่เป็นโรคเบาหวาน
6. กลูโคชาม์น ซัลเฟต(Glucosamine Sulfate) มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของไขข้อ
การสร้างกระดูกอ่อน มีประสิทธิภาพในการป้องกันข้อต่อต่าง ๆในร่างกาย สามารถช่วยซ่อมแซมไขข้อ กระดูดอ่อน บรรเทาอาการเอ็นยึด และอาการกระดูกสันหลังเคลื่อน มีประโยชน์อย่างมากเมื่อใช้ในผู้ชายที่มีอาการปวดหลัง ข้ออับเสบ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
7. สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ซอว์ พาลเม็ดโต(Saw Palmetto) สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโตชนิดรุนแรงและช่วยกระตุ้นการหดตัว
ของต่อมลูกหมาก แต่ข้อเสียของสารสกัดนี้คือผลข้างเคียงที่จะทำให้ปัสสวะบ่อยขึ้น และหากยังไม่แน่ใจถึงวิธีการรับประทานควรปรึกษาแพทย์
8. แคตส์ คลอว์(Cats Claw) เป็นสารสกัดจากพืชชนิดหนึ่ง พบในอเมริกาใต้ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และำกำจัดเซลล์ผิดปกติ แถมยังป้องกันการอักเสบการติดเชื้อไวรัส ป้องกันมะเร็งและช่วยให้การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวดีขึ้น
9. มิลค์ ทิสเซิล(Milk Thistle) เป็นของเหลวจากพืชชนิดหนึ่ง ช่วยป้องกันตับเป็นพิษจากปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป รวมทั้งช่วยสร้างเซลล์ตับขึ้นมาใหม่ จากการที่ตับถูกทำลายด้วยไวรัสตับเป็นพิษ ดังนั้น การกินมิลค์ ทิสเซิลมันน่าจะสำหรับผู้ชายที่ชอบดื่มหนักเป็นประจำ
10.อาหารเสริมกลุ่มแอนตี้ออกซิ-แดนท์(Antioxidants) อาหารเสริมกลุ่มนี้มีคุณสมบัติช่วยต้านหรือลดการทำงานของอนุมูลอิสระ ไม่ให้เกิดการเผาพลาญหรือไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอลฮอล์ รวมทั้งมลพิษต่าง ๆ
ในสภาวะแวดล้อมที่คุณต้องเผชิญ อาหารเสริมที่มีความจำเป็นในการใช้เพื่อต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินอี ซี และ ซิลีเนียม
นอกจากนี้ผลการวิจัยจากหลายสถาบันยังกล่าวด้วยว่า ผู้ชายที่กินซีลิเีนียมวันละ 200 มิลลิกรัม เป็นประจำ มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก สำไส้ ปอด รวมทั้งมะเร็งอื่น ถึงร้อยละ 50 เลยที่เดียว
2008-07-15
9 เคล็ดลับช่วยประหยัดน้ำ

ด้วยภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ในตอนนี้ อะไรๆ ก็แพงขึ้นทุกวี่วัน การประหยัดพลังงานอย่างน้ำมัน ไฟฟ้า หรือน้ำ ก็ถือว่าเป็นการช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้วิธีหนึ่ง ถ้างั้นเรามาเริ่มที่เรื่องใกล้ตัวอย่างการประหยัดน้ำในชีวิตประจำวันกันก่อนเลย
1. อย่าเปิดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ขณะล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด หรือฟอกสบู่ และควรล้างผักผลไม้ จานชาม ในอ่างหรือภาชนะที่มีการเก็บน้ำไว้เพียงพอ เพราะการล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำโดยตรง จะใช้น้ำมากกว่าการล้างด้วยน้ำที่บรรจุไว้ในภาชนะถึงร้อยละ 50
2. ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำอย่างเปล่าประโยชน์ โดยปิดปั๊มน้ำและก๊อกน้ำทั้งหมด แล้วตรวจสอบมิเตอร์ดู ถ้าหากตัวเลขมิเตอร์ยังเดินอยู่ก็แสดงว่ามีจุดรั่วไหล ให้ค่อยเช็กไปทีละจุดจนกว่าจะพบ
3. เราสามารถนำน้ำที่ใช้ล้างจานชาม ล้างแก้ว ล้างผัก ซักผ้า (น้ำสุดท้าย) มาใช้รดน้ำต้นไม้ได้อีกครั้ง
4. เวลามีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน ให้เสิร์ฟน้ำแค่ประมาณ 70%ของแก้ว หรือใช้แก้วใบเล็กเสิร์ฟแทน เพราะบางคนดื่มน้ำไม่เยอะ หรือเราอาจจัดเตรียมเหยือกใส่น้ำไว้สำหรับเติมให้แขกบางคนที่ชอบดื่มน้ำเยอะ ก็ได้ เพราะการเติมน้ำทีละนิดย่อมดีกว่าเหลือทิ้ง
5. ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำไหลตลอดเวลา ในขณะที่ล้างรถ เพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋องหรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตร ต่อการล้างหนึ่งครั้ง
6. ลดความถี่ในการล้างรถลง เช่น จากสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็เหลือแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยประหยัดน้ำได้โดยตรงเลยล่ะ
7. ถ้าที่บ้านคุณใช้โถส้วมแบบชักโครก ให้นำหินจำนวนหนึ่งหรือถุงพลาสติกใส่น้ำมาวางแทนที่น้ำในถังเก็บน้ำ ก็ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำสำหรับกดทำความสะอาดลงได้
8. ไม่ใช้ชักโครกเป็นที่ทิ้งเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทุกชนิด เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำจากชักโครกมากไป เพราะน้ำในชักโครกต้องไล่สิ่งของลงท่อในปริมาณมาก แถมท่อยังอาจตันด้วย
2008-07-13
ส่งงาน Quiz#1ฐานข้อมูลเบื้องต้น(2)แก้ไข
2008-07-12
วิธีดูแลสมอง

และผลไม้ชื่อลูกไข่เน่าเป็นผลไม้ที่บำรุงสมองได้ดีมากหรือคื่นช่าย,เม็ดบัว,ลูกแปะก้วย



2008-07-07
คลอดแล้วจ้า
| ||
| โดย กรมประชาสัมพันธ์ วัน ศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 22:07 น. |
| - นายโทมัส บีทตี้ ชายชาวอเมริกัน วัย 34 ปี ซึ่งเป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังออกรายการของพิธีกรชื่อดังโอปราห์ วินฟรีย์ เปิดเผยว่าเขาได้ตั้งครรภ์ และได้ให้กำเนิดบุตรแล้วเป็นเพศหญิงที่โรงพยาบาลในเมืองเบนด์ รัฐโอเรกอน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายบีทตี้ ซึ่งเดิมเกิดมาเป็นผู้หญิงและต่อมาได้รับการผ่าตัด แปลงเพศเป็นชาย แต่ไม่ได้ตัดมดลูกออก ได้ให้กำเนิดบุตรสาวด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงดีทั้งคู่ นายบีทตี้ กล่าวหลังให้กำเนิดบุตรว่าสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจาก คนอื่นๆคือเขาไม่สามารถให้นมบุตรจากนมของเขาเองได้เหมือนมารดาทั่วไป เนื่องจากเขาได้ผ่าตัดเต้านมออกแล้ว. | ||
2008-06-30
10 วิธีเข็คร่างกายก่อนชำรุด

เป็นขุยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำสัญญาณ 10 ประการ ที่ร่างกายคุณฟ้องว่า คุณทานอาหารไม่เหมาะสมมาฝากกัน
1. ผิวหนังมีปัญหา
เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้
2. ผมไม่เงางาม
ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน
3. ท้องผูก
เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้น! ด้วย
4. ผายลมบ่อย (ตด...เหม็น)
5. ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ
อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ กิน ปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภท! โอเมก้า 3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณ เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ
6. สเปิร์มน้อยลงไปมาก
ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูกและมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์ม ด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน
7. หัวใจเต้นผิดปกติ
หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือเต้นๆ หยุดๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียมหรือโปแตสเซียม สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ
8. ปวดเหงือก
ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของ คุณกำลังต้องการแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรีย ในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้า ของทุกวัน
9. กระดูกแตก
ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณ อยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียมซึ่งเป็นตัวประกอบ ที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นม และเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี)
10. ขี้ลืม
อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่า จากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมอง ทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลตมากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
หมั่นสังเกตตัวเองสักนิด แล้วจะรู้ว่าร่างกายของท่านเรียกร้องอะไร
2008-06-25

ไขปัญหา ความอยากกินเกินพิกัด
ความลับบางอย่างเกี่ยวกับการกิน ที่อาจช่วยให้คุณหยุดการสวาปาม พร้อมหยุดตัวเลขบนตาชั่งที่พุ่งขึ้นได้
Q : ทำไมฉันถึงอยากกินมากเฉพาะบางวัน
A : มันอาจเกี่ยวกับรูปแบบการกินที่ไม่แน่นอนของคุณ ถ้าคุณกินอาหารน้อยเกินไปร่างกายก็จะสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่าเกรห์ลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นความอยากอาหารเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ แต่มันอาจใช้เวลาถึงสองวัน กว่าที่ผลของการงดมื้ออาหารจะปรากฏขึ้นจริงๆ หมายความว่าถ้าคุณงดอาหารกลางวันในวันจันทร์ คุณอาจรู้สึกหิวมากอย่างอธิบายไม่ได้ในวันพุธ
Q : ทำไมกินอาหารอิ่มแล้วจึงกินของหวานต่อได้ทุกที
A : มันเป็นเรื่องของความพึงพอใจต่อประสาทสัมผัสบางอย่าง ถึงคุณจะกินอาหารชนิดหนึ่งจนอิ่มแล้ว แต่ยังมีความอยากอาหารได้อีก เมื่อเห็นของใหม่อย่างอื่น กลไกนี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณกินอาหารที่มีความหลากหลาย ผู้เชี่ยวชาญบอกเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจทำให้เกิดการกินอาหารมากเกินไปด้วย
Q : ทำไมเราถึงตื่นตอนเช้าด้วยความหิวโหย ทั้งที่กินอาหารมื้อใหญ่ไปเมื่อวานเย็น
A : อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายคุณผลิตอินซูลินมากเกินไป เป็นเหตุให้น้ำตาลในเลือดลดลง และทำให้คุณรู้สึกหิวมากอีกครั้งหนึ่ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมโปรตีนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมความหิว มันไม่ได้ทำให้เกิดอาการแบบเดียวกับเวลาที่กินอาหารแป้งมากเกินไป
Q : ทำไมเราจึงรู้สึกอิ่มมากกว่าหลังกินของว่างที่มีแคลอรีสูง เที่ยบกับของที่แคลอรี่ต่ำ
A : ความจริงแล้วร่างกายของคนเราไม่ได้รู้สึกต่อแคลอรีในทันทีทันใดเช่นนั้น แต่มันจะรู้สึกต่อปริมาณของอาหารที่คุณกินเข้าไป ดังนั้น อาหารซึ่งกินพื้นที่ในกระเพาะมากกว่า อย่างเช่น องุ่น 2 ถ้วย (220 แคลอรี) แทนที่จะเป็นลูกเกด 1 ถ้วย (493 (แคลอรี) จะทำให้คุณอิ่มกว่า ทั้งที่มีแคลอรีน้อยกว่า
Q : การดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนอาหารช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้นจริงหรือเปล่า
2008-06-19
7วิธีใช้บัตรเครดิตอย่างปลอดภัย


7 วิธีใช้บัตรอย่างปลอดภัย
โจรยุคนี้ไม่เพียงจ้องเงินสดในกระเป๋าของคุณเพียงอย่างเดียว บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ต่างก็เป็นของล่อตาล่อใจไม่แพ้กัน ดังนั้นมาเรียนรู้วิธีใช้บัตรอย่างปลอดภัยกันดีกว่า
1. เก็บบัตรเหมือนเงินสด เนื่องจากโจรร้ายสามารถใช้วิธีคัดลอกข้อมูลจากบัตรของคุณได้ และสามารถนำไปกดหรือรูดแทนเงินสดทันที (skimming) เผลอๆ โจรที่ได้บัตรไปอาจจะทำให้คุณเสียหายมากกว่าการโขมยเงินสดไปเสียอีก
2. เซ็นชื่อหลังบัตรทันที เพื่อให้พนักงานทางร้านสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ลายเซ็นหลังกับลายเซ็นในสลิปตรงกันหรือไม่ และแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
3. จดหมายเลขบัตรเครดิต เผื่อฉุกเฉินบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตของคุณหาย เพื่อจะได้แจ้งอายัดบัตรได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและแจ้งความไว้เป็นหลักฐานให้เร็วที่สุด
4. พาสเวิร์ดขั้นเทพ อย่าตั้งรหัสส่วนตัวเป็นตัวเลขที่ผู้อื่นคาดเดาได้ง่าย เช่น พ।ศ। เบอร์โทรศัพ
วันเกิด เพราะอาจจะเป็นบุคคลใกล้ตัวที่โขมย หรือโจร อาจจะได้ข้อมูลจากกระเป๋าสตางค์ของคุณได้
5. ห้ามบอกหมายเลขบัตร มิจฉาชีพมักปลอมตัวเป็นธนาคาร โทรศัพหรืออีเมลมาสอบถามหลอกล่อให้คุณบอกหมายเลขบัตรเครดิต ซึ่งคุณห้ามบอกเด็ดขาดเว้นแต่จะเป็นการติดต่อจากคุณเข้าไปหาธนาคารเอง
6. เช็กสลิปราคา ตรวจสอบยอดเงินจากสลิปและราคาสินค้าก่อนที่จะเซ็น เพราะบางครั้งพนักงานทางร้านแอบกดยอดเงินเกิน ยามที่คุณไม่รู้ตัวและเฝ้ามองการรูดบัตรของพนักงานทุกขั้นตอน อย่าปล่อยให้พนักงานนำไปรูดในมุมที่มองไม่เห็น
7. ตรวจบัตรก่อนรับคืน
2008-06-17
แสงจากคอมพิวเตอร์ อีกปัญหาผิวหมอง
บางคนไม่มีความรู้ ใช้วิธีรักษาและเลือกผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง ทำให้ผิวหน้าเสีย
และหมองคล้ำไปกันใหญ่
ล่าสุด สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผุดกิจกรรม
"สมุท อี เวิร์กช็อป:ห่วงใยผิวขาว ของสาวผิดสวยเนียนใส" โดยเชิญ
।วิญญารัตน์ ตันศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผิวพรรณ มาให้ความรู้วิธีดูแลรักษาผิวหน้า
อย่างถูกวิธี โดย พญ।วิญญารัตน์เริ่มเปิดฉากถึงต้นเหตุของริ้วรอยแสงแดด ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหน้าเกิดฝ้า กระและริ้วรอย ส่วนกรรมพันธุ์,ฮอร์โมน,ไฟสปอตไลท์ หรือแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ถือเป็นสาเหตุให้ผิวหน้าหมองคล้ำได้เช่นกัน ซึ่งการดูแลนั้นค่อนข้างยาก บางคนรักษาไม่หาย
ดังนั้นเราควรเน้นการป้องกันจะดีกว่า วิธีที่ดีที่สุดคือ ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ดื่มน้ำให้มาก อย่านอนดึกเด็ดขาด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญต้องเลือกใช้ครีมบำรุงผิวให้ถูกวิธี โดยพิจารณาจากความน่าเชื่อถือ ส่วนผสมต้องมีระบุอย่างชัดเจน
สาวออฟฟิตทั้งหลายทราบอย่างนี้แล้วก็อย่านิ่งนอนใจว่าอยู่แต่ในห้องแอร์จะไม่มีปัญหาหน้าหมองนะค่ะ
ยังไงกันไวดีกว่าแก้ค่ะ
2008-06-10
แปลกแต่จริง
| |||
| โดย คม ชัด ลึก วัน จันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551 11:13 น. |
ตะลึง ! หญิงแปลงเพศชาวมะกัน อุ้มท้องแทนเมีย เตรียมคลอดลูกสาว ออกมาดูโลกในอีก4 สัปดาห์นี้ เจ้าตัวสุดตื้นตัน หลังอัลตราซาวนด์ครั้งแรก ขอเล่าเรื่องราวให้ลูกฟังทั้งหมดเอง เผยวางแผนมีลูกเพิ่มอีกในอนาคต ขณะที่นักจิตวิทยา-นักวิชาการไทยไม่ห่วง ชี้เป็นเพศไหนก็ได้ หากดูแลลูกได้ ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ หนังสือพิมพ์นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ว่าเกิดเรื่องพิสดารขึ้น เมื่อผู้หญิงแปลงเพศชื่อ "โทมัส บีตตี้" ซึ่งอุ้มท้องแทน"นางแนนซี" ผู้เป็นภรรยาและกำลังมีครรภ์แก่ใกล้คลอดในอีก 4 สัปดาห์ ภาพ : ประกอบจากอินเทอร์เน็ตไม่เกี่ยวกับข่าว ![]() จนอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ชายคนแรกของโลกที่อุ้มท้อง และคลอดลูกด้วยตนเอง เพราะถ้ามองจากภายนอกแล้วนายโทมัสผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับผู้ชายทั่วไปไม่มีผิดเพี้ยน เพราะมีทั้งหนวดและเคราครึ้ม รวมถึงกล้ามเนื้อ และรูปร่างกำยำล่ำสัน ไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นๆ ตะลึงหนุ่มแปลงเพศตั้งท้อง นายโทมัส ปัจจุบันอายุ 34 ปีแล้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ "นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์" ถึงการได้อุ้มท้อง ลูกว่ารู้สึกยอดเยี่ยมมาก ตนและภรรยาแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้เห็นหน้า และอุ้มลูกสาวโดยพูดคุย ถึงเรื่องนี้กันอยู่ทุกวัน ตอนนี้เตรียมทุกอย่างสำหรับลูกไว้พร้อมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนิร์สเซอร ี ผ้าอ้อม ห้องนอน รวมถึงชื่อก็ตั้งเอาไว้แล้วเช่นกัน แต่ยังอุบเงียบเอาไว้ก่อน ที่สำคัญทั้งคู่ยังได้วางแผนเอาไว้ว่าจะมีลูกกันอีก ภายหลังจากที่คลอดลูกคนนี้แล้ว แต่จะรอดูประสบการณ์ก่อนว่าการมีลูกคนแรกเป็นอย่างไ รแล้วค่อยคิดเรื่องนี้ใหม่อีกหน รายงานข่าวแจ้งว่า ในวัยเด็ก นายโทมัส ซึ่งมีชื่อว่า "เทรซี ลากอนดิโน" เป็นเด็กสาวที่สวยมาก และมีตำแหน่งเป็นถึงนางงามวัยรุ่นของฮาวายเลยทีเดียว เขาตัดสินใจแปลงเพศเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยตัดเต้านมทิ้ง แต่ยังคงเก็บมดลูกและรังไข่เอาไว้ ทำให้สามารถตั้งท้องแทนภรรยาได้ เพราะนางแนนซี วัย 45 ปี มีปัญหาต้องตัดมดลูกทิ้ง เมื่อถึงเวลาที่จะมีลูก โทมัสได้หยุดกินฮอร์โมนเพศชายที่เริ่มกินมาตลอด หลังจากแปลงเพศ เพื่อรังไข่จะสามารถผลิตไข่ได้อีกครั้ง นายโทมัสเคยตั้งท้องลูกแฝดมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นใช้สเปิร์มที่มีผู้บริจาคให้ แก่ธนาคารสเปิร์ม ด้วยการที่แนนซีเป็นคนผสมเทียมให้แก่ผู้เป็นสามี โดยใช้กระบอกฉีดยาพิเศษที่ขอมาจากสัตวแพทย์ที่คอยรักษานกที่เลี้ยงเอาไว้ในบ้านมาฉีด น้ำเชื้อเข้าไป ในร่างกายของโทมัส เพราะคลินิกไม่ยอมผสมเทียมให้ทั้งคู่ เพราะมองว่าเป็นกรณีที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไป แต่โชคร้ายที่โทมัสตั้งครรภ์ในตำแหน่งที่ ี่ผิดปกติทำให้แท้ง แต่ความพยายามครั้งที่สองของพวกเขาสำเร็จ และลูกก็จะลืมตาออกมาดูโลกด้วยการผ่าท้องโดย นพ.คิมเบอร์ลี เจมส์ ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ น่าสนใจว่า เรื่องที่นายโทมัสตั้งท้องแทนภรรยา ซึ่งมีปัญหาไม่สามารถอุ้มท้องเองได้นั้น เคยกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งไปทั่วโลกก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งในเรื่องของศีลธรรม และในเรื่องของสุขภาพของเด็กที่จะตามมา แต่ภายหลังจากที่เวลาผ่านมาจนนายโทมัส มีอายุครรภ์แก่ถึง 8 เดือนแล้วนั้นเจ้าตัวก็อธิบายว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างยอดเยี่ยมมาก ตัวเองโชคดี เพราะไม่เคยเกิดอาการไม่สบายเนื้อสบายตัวหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยตามมาจาก การตั้งครรภ์เลย นายโทมัสกล่าวว่า หลังรู้ว่าตั้งท้องก็เข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็พบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่จะปวดหลังเวลาอุ้มท้อง แต่สำหรับตัวเองแล้วกลับไม่เคยมีปัญหานี้เลย "ตอนที่แนนซีกับผมเห็นภาพสแกนของลูกครั้งแรกๆนั้น ช่างเป็นประสบการณ์ที่เต็มตื้นอย่างมากจนเราไม่แคร์ว่าใครจะพูดถึงเราอย่างไรบ้าง การได้เห็นหน้า ริมฝีปาก และร่างกายของลูกทำให้การปฏิบัติที่ไม่ดีทั้งหมดทั้งมวลที่พวกเรา เคยได้รับมากลายเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย นายโทมัส ซึ่งจะกลายเป็นบุรุษเพศคนแรกของโลกที่ตั้งครรภ์ด้วยตนเอง กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะตบท้ายว่า "เราตัดสินใจกันอย่างแน่วแน่ว่าเราจะมีลูกด้วยกัน รวมถึงเรื่องที่ผมไม่ได้ตัดอวัยวะในการตั้งครรภ์ทิ้ง ความต้องการมีลูกนั้นไม่ใช่แค่ความต้องการ ของผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่เป็นความต้องการของมนุษย์" นายโทมัสยังกล่าวด้วยว่า เมื่อลูกโตขึ้นจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกฟังด้วยตัวเอง พร้อมย้ำว่า ลูกเกิดมาจากความรักอันมากล้นของพ่อแม่ และกว่าที่ลูกจะมายืนอยู่ตรงนี้ได ้ต้องเอาชนะความประหลาดมากมาย ทั้งอุปสรรคทางร่างกาย อุปสรรคทางสังคม และทุกๆ อย่าง จนกว่าจะมาถึงจุดนี้ นักจิตวิทยาเชื่อไร้ปัญหาหากดูแลได้ เรื่องนี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า เรื่องบทบาทพ่อแม่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก เด็กที่เกิดมาไม่มีพ่อแม่ เช่น เด็กที่ถูกทอดทิ้งตามสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า แล้วมีผู้มารับไปเลี้ยงดู หรือที่เรียกว่า เป็นพ่อแม่ทดแทน หากสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเพศไหน ก็ทำให้เด็กเจริญเติบโตในพัฒนาการปกติได้ นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีเรื่องของการอุ้มบุญ ซึ่งน่าจะมีผลกระทบบ้าง แต่ยังไม่มีการศึกษาในระยะยาวว่าเด็กจะเกิดความสับสนในตัวพ่อแม่ ที่แท้จริงหรือไม่รวมทั้งพ่อแม่ที่ยังไม่แน่ใจในเพศของตัวเองด้วย กรณีหญิงแปลงเพศเป็นผู้ชาย แล้วตั้งท้องนี้ หากไม่มีการวางแผนเลี้ยงดูเอาไว้ล่วงหน้า หรือเลี้ยงดูโดยไม่รู้หลักจิตวิทยา ก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน "ถ้าตัวเขามีคู่เป็นผู้หญิง การแสดงบทบาทของพ่อและแม่อาจจะชัดเจนขึ้น เมื่อคลอดแล้ว ก็มีผู้หญิงอีกคนมาดูแล ป้อนนม เด็กก็เติบโตขึ้นมาได้ อยากให้เขาบอกลูกทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นเด็กอาจจะสับสนได้ แต่ก็ต้องรอเวลาให้เขาโตขึ้นก่อน เด็กทุกคนอยากรู้ถึงต้นตอ ที่มาของเขาทั้งนั้น" นพ.ทวีศิลป์กล่าว กลุ่มหญิงรักหญิงเห็นต่างกัน ตัวแทนกลุ่มหญิงรักหญิงในเมืองไทย แสดงความเห็นเรื่องนี้แตกต่างกันไป อย่างเช่น น.ส.พรรณพิลาศ หนึ่งในตัวแทนดี้หรือหญิงที่มีแฟนเป็นเพศเดียวกัน กล่าวว่า "เป็นเรื่องยิ่งใหญ่และน่ายกย่อง เมื่อผู้แปลงเพศเป็นผู้ชายแล้วยังยอมเสียสละตั้งท้อง แทนฝ่ายหญิง" แสดงว่าทั้งคู่วางแผนเป็นอย่างดี มีทั้งความรักและความอบอุ่น อยากมีครอบครัวที่พร้อมด้วย พ่อแม่ลูกเหมือนคนปกติทั่วไป อยากเรียกร้องให้สังคม อย่ามองคนแค่เรื่องเพศเพราะทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่จะมองแต่ว่าเพศของตัวเองยิ่งใหญ่และ ถูกต้อง ไม่เคารพสิทธิในการเลือกเพศของผู้อื่นหากกังวลว่าเด็กที่เกิดมาจะมีจิตใจผิดปกติแล้ว ก็ขอให้ศึกษาประวัติของฆาตกรโรคจิต หรือคนจิตวิปริตส่วนใหญ่ว่าเกิดมาจากครอบครัว ที่มีพ่อเป็นผู้ชายแท้และแม่ก็เป็นผู้หญิงแท้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินว่าเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวรักเพศเดียวกันจะต้องมีความผิดปกติหรือ แตกต่างจากเด็กทั่วไป น.ส.นุช นักธุรกิจวัย 30 ปีเศษ ที่แสดงตัวเป็นทอม ไม่เห็นด้วยกับผู้หญิงที่แปลงเพศเป็นผู้ชาย แล้วยังอยากจะมีลูก เพราะถ้าเป็นผู้ชายแล้วก็ควรให้ภรรยาตั้งท้อง หากภรรยาตั้งท้องไม่ได้ก็ควรหาเด็กกำพร้ามารับอุปการะผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นผู้ชายแล้ว ไม่ควรเดินอุ้มครรภ์ไปมา ไม่ควรทำให้สังคมสับสนวุ่นวายไปมากกว่านี้ ี้ เนื่องจากยังมีคนภายนอกบางกลุ่มที่รังเกียจและไม่ชอบกลุ่มผู้หญิงที่ทำตัวเป็นทอมอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นเรื่องแบบนี้ก็จะยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น"นอกจากอยากมีลูกแล้ว ก็มองได้ว่า คนนี้อยากดัง หรือต้องการเป็นผู้ชายตั้งท้องคนแรกของโลก จะได้ลงกินเนสส์บุ๊ก หรือโชว์ว่าเป็นคนดัง ที่ทำเรื่องนี้เป็นคนแรกของโลก" น.ส.นุชให้ความเห็น น।ส।ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ตัวแทนกลุ่มอัญจารี ซึ่งทำงานสนับสนุนและปกป้องสิทธิของหญิงรักหญิง และคนรักเพศเดียวกัน มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ควรตื่นตระหนกเพราะปัจจุบันมีเด็กเกิดมา ในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นชายรักชายหรือหญิงรักหญิงอยู่จำนวนมากและก็มีงานวิจัยยืนยันว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้มีความผิดปกติหรือแตกต่างไปจากเด็กที่เกิดจากครอบครัวทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่เปิดกว้าง สามารถเรียนรู้เรื่องความแตกต่างทางเพศ นักวิชาการมั่นใจเด็กไม่มีปัญหา ในส่วนความเห็นของ น.ส.เคทลิน เจ้าของเว็บไซต์ "บางกอกเลสเบี้ยนดอทคอม" www.bangkoklesbian.com ที่มีการรวมกลุ่มหญิงรักหญิงทั้งชาวต่างชาติและคนไทย มองว่า เมื่อคนสองคนอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวแล้วต้องการมีลูก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาว่าคนสองคนเป็นเพศ อะไร ส่วนเด็กที่เกิดมาด้วยความพร้อมและความรักของคนทั้งคู่ ก็จะถูกเลี้ยงดูให้เติบโตอย่าง มีคุณภาพ แต่ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดูเด็กด้วย ควรเป็นชุมชนที่มีใจเปิดกว้างไม่มีความคิดโบราณปิดกั้นเสรีภาพของคนอื่น ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าครอบครัวนี้ทำเพื่ออยากดังนั้น ถือเป็นความคิดที่มองโลกในแง่ร้ายมาก เชื่อว่าพวกเขาทำเพราะอยากมีลูก มีครอบครัวเหมือนคนปกติทั่วไปเท่านั้น อยากให้สังคมไทย เข้าใจว่าคนที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นชาย หรือผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิงนั้น ที่เรียกกันว่า "ทรานสเจนเดอร์" ก็เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองเกิดมาในร่างกายที่ไม่ใช่ของตัวเอง และอยากเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นเหมือนจิตใจ ของพวกเขาเท่านั้นเอง เชื่อว่าเด็กที่เกิดมาในครอบครัวนี้จะไม่มีความสับสนในชีวิต และจะมีความรู้ในเรื่องความหลากหลายทางเพศมากกว่าผู้ใหญ่ที่ยังยึดติดกับความคิด คับแคบแบบเก่าๆ ![]() ภาพ : ประกอบจากอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวกับข่าว หมอยืนยันผู้ชายแท้ท้องไม่ได้ เหตุเพราะไม่มีรังไข่เช่นหญิง (9มิ.ย.) กรณีนายโทมัส บีตตี้ ผู้หญิงที่แปลงเพศเป็นชายตั้งท้องรายแรกของโลก ซึ่งจะคลอดลูกในอีก 4 สัปดาห์หน้า น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินารีแพทย์ ให้ความเห็นว่า ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะนายโทมัสเป็นผู้หญิงที่แปลงเพศเป็นผู้ชาย แต่ยังเก็บมดลูกและรังไข่เอาไว้แล้วกินฮอร์โมนเพศชาย ทำให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนผู้ชายทั่วไป ดังนั้นโดยสภาพฮอร์โมนโทมัส ก็คือผู้ชาย แล้วตัดแต่งอวัยวะให้เป็นผู้ชาย แล้วไปแต่งงานกับนางแนนซี ซึ่งเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่นางแนนซี ท้องไม่ได้เพราะมีปัญหาต้องตัดมดลูกทิ้ง นายโทมัสจึงตัดสินใจตั้งท้องเอง เวลาตั้งท้องจึงไปใช้อสุจิของผู้บริจาคและน่าจะปฎิสนธิกับไข่ของนางแนนซี แล้วใส่กลับเข้าไปในมดลูก ของโทมัสแต่ครั้งนั้นไม่ท้อง โทมัสจึงตัดสินใจจะใช้ไข่ของตัวเอง เพราะโทมัสเป็นผู้หญิงพอหยุดใช้ฮอร์โมนเพศชายใช้ทำให้สรีระร่างกายกลับมาเป็นผู้หญิงเหมือนเดิม ทำให้รังไข่กลับมาทำงานเหมือนเดิม "เรื่องนี้ไม่น่าตื่นเต้นเพราะเป็นเรื่องผู้หญิงตั้งท้องตามปกติ ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์ที่อาโนชวาสเนกเกอร์แสดง เรื่อง ทวิน ที่ตั้งท้อง ซึ่งการตั้งท้องลักษณะดังกล่าวเรียกว่าท้องนอกมดลูก ซึ่งผู้หญิงก็เคยเกิดลักษณะดังกล่าว เวลาปฎิสนธิแล้วในท่อนำไข่แทนที่มันจะไหลย้อนกลับไปยังท่อรังไข่ผู้หญิง แต่กลับไปตกพังผืดในท้องถ้ามีเลือดไปเลี้ยงก็โตได้เหมือนกัน เราเคยเจอในผู้หญิงที่ตั้งท้องนอกมดลูกแบบนี้ แล้วท้องเกือบ 30 อาทิตย์เอาออกมาก็รอด" นายแพทย์สูตินารี กล่าว น.พ.พันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ชายจริงๆ ท้องไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่มีวิธีพิเศษช่วยก็ตั้งท้องไม่ได้ เพราะผู้ชายไม่มีมดลูก แต่ผู้หญิงเวลาแปลงเพศเป็นผู้ชาย จะแปลงเพศได้ 2 อย่าง คือ 1.ตัดทิ้งหมดทุกอย่างทั้งมดลูกรังไข่แล้วทำอวัยวะเทียมข้างนอกให้เป็นผู้ชาย กรณีนี้ให้ฮอร์โมนเพศชายไม่สูงนัก และกรณีโทมัสรังไข่ยังอยู่เข้าใจว่าแปลงเพศเป็นผู้ชายเสร็จแล้ว ก็ให้ฮอร์โมนเพศชายมากๆ ถึงมีหนวด มีเครา แต่อวัยวะภายในเพศหญิงยังอยู่ยังไม่ตัด ส่วนกรณีที่ผู้ชายอยากอุ้มท้อง น।พ।พันธ์ศักดิ์ บอกว่า ก็สามารถทำได้เป็นกรณีพิเศษ คือ นำอสุจิของผู้ชายแท้ ไปผสมกับไข่ของผู้หญิง โดยผสมข้างนอกที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้ว เสร็จแล้วไม่มี มดลูกจะฝังก็จะเจาะท้องฝังไว้ที่พังผืดที่เรียกว่าไขมัน เพราะพวกนี้จะมีเลือดมาเลี้ยงมาก แต่ระหว่างที่มันโตขึ้นก็ต้องรู้ถุงที่เลี้ยงเด็กไม่มีกล้ามเนื้อมดลูกแข็งๆ มาปกป้องไว้เวลาท้องอาจจะแตกได้ เวลาแตกก็จะตกเลือดในท้องซึ่งอันตราย อาจตายได้ถือว่าทฤษฎีเป็นไปได้ แต่ความเป็นจริง คงไม่มีใครกล้าทำการเอารังไข่ ่ไปฝังในตัวผู้ชายก็ไม่เกิดประโยชน เพราะสเปิมเข้าไปเจอไม่ได้ เนื่องจากธรรมชาติผู้หญิงช่องคลอดจะต่อกับมดลูก จะมีท่อนำไข่ยื่นยาวไปเจอรังไข่ ทุกเดือน รังไข่ก็จะตกไปยังท่อนำไข่ เวลามีเพศสัมพันธ์ตัวอสุจิจะว่ายผ่านมดลูกไปเจอกันที่ท่อนำไข ่เมื่อปฎิสนธิแล้วจะย้อนกลับไปฝังในมดลูกรังไข่ฝังเข้าไปก็แค่ทำให้มีฮอร์โมนเพศหญิงไข่ตกเท่านั้นท้องไม่ได้ ต้องมาผสมข้างนอก ซึ่งผู้ชายแท้ตั้งท้องแพทย์ก็คงไม่แนะนำ ถ้าทำให้ไม่เมาก็บ้า ส่วนเรื่องเสียงวิจารณ์เรื่องความเหมาะสม น।พ।พัน।ธ์ศักดิ์ กล่าวว่า เทคโนลียีมันทำได้ เวลาตัดสินใจอะไรจะมองว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่ละคนมองคนละมุม ถ้าคนมองอีกมุมก็จะมองว่าก ็โทมัสแปลงเพศเป็นผู้ชายแล้วทำไม อยากจะมีลูกอีก แต่ถ้ามองแบบเห็นอกเห็นใจกันคู่นี้มีลูกไม่ได้ เพราะฝ่ายหญิงคือแนนซี มีปัญหาต้องตัดมดลูกทิ้ง เมื่อโทมัสมีมดลูกอยู่ตัวเองตั้งท้องก็สามารถทำได้ แต่ท้ายที่สุดถ้าไม่ผิดศีลธรรมจรรยาและไม่ได้ผิดกฎหมายแล้วคนที่ทำ ทำเพราะรู้ ไม่ถูกหลอกก็เป็นสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ สำหรับกรณีทองกับดี้ ถ้าจะท้องก็สามารถไปให้แพทย์ดำเนินการได้ตามปกต ิ ในส่วนของต่างประเทศจะแจ้งจดทะเบียนให้พ่อคือคนเป็นทอม แต่กรณีของประเทศไทยยังทำไม่ได้ ถ้าเด็กเกิดมาจะไม่มีพ่อมีแต่แม่อย่างเดียว ในต่างประเทศจะมีผู้หญิงโสดตั้งท้องโดยใช้ชื่อญาติ เช่น พี่ชาย เป็นพ่อ ภาพ : ประกอบจากอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวกับข่าว ถ้าเป็นผู้ชายเอา | ||
















